|
หน้า
1
2
3 4
นามเดิมว่า
อ้ายฟ้าร้อง เพราะขณะเกิดอากาศวิปริตผิดปกติ มีทั้ง ลม ฝน
ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า จึงถือเอานิมิตนั้นมาตั้งเป็นชื่อ
และก็ดังสมชื่อ ดังจนถือทุกวันนี้ เกิดวันอาคาร ขึ้น ๑๑
ค่ำ เดือน ๙ เหนือ (เดือน ๗ ใต้ ) ตรงกับวันที่ ๑๑
มิถุนายน ๒๔๒๑ ปีขาล (เสือ) เวลาพลบค่ำ บิดาชื่อนายควาย
มารดา ชื่อนางอุสา
บรรพชาเป็นสามเณรเมื่ออายุ ๑๘ ปี ณ
วัดบ้านปาง (เป็นอารามเล็กๆ ประจำหมู่บ้าน) มีครูบาขัตติยะ
วัดบ้านปาง เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อครบอายุ ๒๐ ปี ก็อุปสมบท
มีพระครูสุมโม วัดโป่หลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ในนามฉายาว่า ศิริวิชโย
ชาวบ้านเรียกว่า ครูบาศรีวิชัย บ้าง ครูบาบ้านปางบ้าง
ครูบาศีลธรรมบ้าง เป็นนามที่ชาวบ้านตั้งให้ด้วยความนับถือ
เมื่ออุปสมบทแล้วก็ลาครูบาอาจารย์วัดเดิมไปศึกษาปฏิบัติกรรมฐานกับพระครูปาละวัดดอยแต
อำเภอแม่ทา ได้ ๑ พรรษา ก็กลับวัดเดิม
ด้วยเหตุที่ท่านอุปนิสัย
ชอบสงบเสงี่ยมเจียมตัวพูดน้อยกิน
และรู้แนวทางปฏิบัติมาบ้างแล้ว
จึงถือโอกาสขึ้นไปอยู่ปฏิบัติกรรมฐานอยู่บนดอยทิศใต้ของหมู่บ้าน
(ที่ท่านสร้างเป็นวัดบ้านปางเดี๋ยวนี้)
เมื่อได้วิเวกทางจิตใจ
ก็ก้าวเข้าสู่สมาธิหยั่งลงสู่วิปัสสนาญาณ เสวยความสุขในฌานเป็นปัตจัตตังบอกใครไม่ได้
ท่านก็ยิ่งเพิ่มความเพียรในการปฏิบัติกรรมฐานมากยิ่งขึ้น
เคร่งครัดมัธยัสถ์ในพระวินัย ไม่แตะต้องลาภสักการะปัจจัย
ฉันมังสะวิรัติ
ศรัทธาประชาชนจึงเกิดความเลื่อมใสชื่อเสียงท่านกก็ยิงไกลออกไป
คนยิ่งหลั่งไหลมามากขึ้น
ชาวบ้านก็เลยบุกเบิกป่านั้นสร้างเป็นวัดขึ้น
ไม่นานก็สร้างเสร็จเป็นวัดอย่างสมบูรณ์และมีการ
และมีการปอยหลวง (ฉลอง) ๗ วันคืน ให้ชื่อวัดนั้นว่า
วัดศรีดอนชัยทรายมูลบุญเรืองบ้านปาง
ยาวเกินไปจึงใช้พยางค์หลังวัดบ้านปางเท้านั้น
ส่วนวัดเดิมที่มีอยู่ในหมู่บ้านก็หมดสภาพไป
ระเบียบพระวินัย พระที่บรรพชาอุปสมบทแล้ว ๑ -
๕ พรรษาเรียกว่า นวกะ
แปลว่าผู้ต้องอยู่ถือวิสัยกับพระอุปัชฌาย์อาจารย์เรียนธรรมวินัยก่อน
๖ - ๙ พรรษาเรียกว่า มัชฌิมะ แปลว่า
ปานกลางได้ร่ำเรียนธรรมวินัยในสำนักของครูบาอาจารย์
มีความรู้ความเข้าใจมาบ้างแล้ว
ก็จะทำหน้าที่ช่วยครูบาอาจารย์สั่งสอน ธรรมวินัย ทำสังฆกิจ
สังฆกรรม หาประสบการณ์เพิ่มความฉลาดให้มากขึ้น ๑๐
พรรษาขึ้นไปแล้วเรียกว่า เถระ แปลว่า มั่นคง ได้สวดเรียน
เขียนอ่าน มีประสบการณ์ในสังฆกิจ สังฆกรรม
ทำเองและแนะนำให้ผู้อื่นได้บ้างแล้วจึงมีพุทธบัญญัติให้เป็นพระอุปัชฌาย์
อุปสมบทกุลบุตรได้ พระธรรมวินัยวัยแบ่งวัยของพระไว้ ๓
วัยอย่างนี้
ระเบียบคณะสงฆ์ คณะสงฆ์เห็นว่า
พระภิกษุถึงแม้จะอุปสมบทมาเกิน ๑๐ พรรษาแล้ว
ไม่ฉลาดในทางธรรมวินัย ไม่เข้าใจในสังฆกิจสังฆกรรมที่มีอยู่สังฆกรรมเป็นพุทธบัญญัติ
พระผู้ไม่ฉลาดในวินัยทำสังฆกรรมไป
ก็เป็นกรรมวิบัติใช้ไม่ได้โดยเฉพาะพระภิกษุผู้จะเป็นพระอุปัชฌาย์
ถ้าไม่ตั้งกำหนดกฎเกณฑ์เอาไว้ ใครมีพรรษาพ้น ๑๐
ก็เป็นอุปัชฌาย์บวชได้ ก็จะบวชเรื่อยไป
โดยไม่ต้องเลือกเฟ้นคนที่จะมาบวชดังคำที่พูดว่า บวชหลบ
บวชลี้ บวชหนีทหารฯ
เมื่อมีคนประเภทนี้มาบวชก็กลายเป็นโจรปล้นพระศาสนา
ดังนั้นพระสงฆ์จึงตั้งกำหนดเกณฑ์ไว้
สำหรับพระผู้จะเป็นพระอุปัชฌาย์จะต้องฉลาด เข้าใจในสังฆกรรมนั้นๆ
เจ้าคณะผู้บังคับบัญชาชั้นสูงขึ้นไปจะเป็นผู้เลือกเฟ้นแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์ได้
ชาวบ้านไม่เขาใจระเบียบคณะสงฆ์
ชาวบ้านที่มีความเลื่อมใสในครูบาศรีวิชัยก็นำลูกจูงหลานไปหาครูบาศรีวิชัยขอให้บวชเพื่อจะได้อยู่ปฏิบัติศีลธรรมกรรมฐานเหมือนอย่างท่าน
หารู้ไม่ว่าครูบาฯ ไม่ได้เป็นอุปัชฌาย์
ตามประวัติท่านก็ทำหนังสือ
ขออนุญาตเป็นอุปัชฌาย์ถึงนายอำเภอและเจ้าคณะแขวงลี้
ให้กำนันนำไป
แต่เรื่องล่าช้ากาลเวลาจะเข้าพรรษาก็ใกล้เข้ามารทุกที ๆ
ท่านคงคิดว่าหนังสือขออนุญาตเป็นอุปัชฌาย์และบวชกุลบุตร
ถึงนายอำเภอและเจ้าคณะแขวงแล้ว
แต่ใบอนุญาตก็ถึงจะส่งมาทีหลัง
ท่านก็จัดการบรรพชาอุปสมบทกุลบุตรเหล่านั้น
ต้องอธิกรณ์ (คดี)
ครั้งแรก ที่ท่านคอยอนุญาตเป็นอุปัชฌาย์และบวชกุลบุตร
ไม่ส่งมาสักทีนั้น เป็นเพราะเจ้าคณะแขวงลี้พระครูมหารัตนกร
และนายอำเภอ เห็นพ้องต้องกันว่า
ถ้าอนุญาตให้เป็นพระอุปัชฌาย์
บรรดากุลบุตรก็จะหลั่งไหลกันไปอยู่ด้วยลูกศิษย์ลูกหาก็จะเพิ่มมากขึ้น
เมื่อกำเริบสานก็จะปราบปรามไม่ลง จึงไม่อนุญาต
เมื่อท่านให้บรรพชากุลบุตรเช่นนั้น
จึงโดนข้อหาเป็นอุปัชฌาย์เถื่อน
และบวชกุลบุตรที่ไม่ได้รับอนุญาต
นายอำเภอลี้จึงนำตำรวจเข้าควบคุม นำไปที่เจ้าคณะแขวงลี้
ควบคุมตัวอยู่ ๕ วัน
บรรดาลูกศิษย์ลูกหาศรัทธาประชาชนทยอยกันไปเฝ้าดูเหตุการณ์มากขึ้นทุกทีๆ
เจ้าคณะแขวงและนายอำเภอลี้
เห็นทีไม่ปลอดภัยจึงส่งตัวครูบาเข้าเมืองลำพูน
พร้อมด้วยข้อหาอุปัชฌาย์เถื่อน
เจ้าคณะ (จังหวัด) เมืองลำพูน
(พระครูญาณมงคล) สอบไล่ไต่ประมวลความ
ครูบาฯเล่าไปตามเรื่องว่า ได้ทำหนังสือขออนุญาตไปแล้ว
วันเข้าพรรษาใกล้เข้ามาสงสารเวทนากุลบุตรผู้มุ่งหวังเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร
จึงเป็นอุปัชฌาย์บวชให้
ถ้าเป็นพระราชบัญญัติกฎหมายบ้านเมือง
ก็ขอยอมรับผิดด้วยความยินดี เจ้าคณะเมืองพิจารณาแล้วเห็นว่า
ครูบาทำไปโดยความบริสุทธิ์ใจ ถือตามหลักพระธรรมวินัย
เจ้าคณะแขวงเมืองและนายอำเภอลี้มีส่วนผิดอยู่ด้วย
เมื่อได้รับหนังสือขออนุญาตแล้วก็ไม่ได้แจ้งให้ทราบแต่ประการใด
จึงยกโทษเอาผิด ว่ากล่าวตักเตือน ให้อยู่ในกฎหมาย
ท่านก็เดินทางกลับบ้านปาง
ต้องอธิกรณ์ครั้งที่ ๒
ในสมัยนั้นเริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองทั้งผายอาณาจักรพุทธจักร
มีพระราชบัญญัติระเบียบ กฎกติกาอะไรหลายอย่าง
เจ้าคณะแขวงเมื่อได้รับนโยบายมาแล้วก็จำต้องเรียกประชุมลูกคณะให้มาฟังนโยบาย
จึงมีคำสั่งให้เจ้าอาวาสทุกวัดให้มาประชุม
เพื่อซักซ้อมความเข้าในเกี่ยวกับ พ.ร.บ. คณะสงฆ์
ส่วนครูบาศรีวิชัย เป็นพระมักน้อยสันโดษ
ยินดีอยู่กับการเจริญเมตตาภาวนา
ไม่สนใจการบ้านการเมืองการคณะสงฆ์ จึงไม่ได้ไปประชุม
จึงโดนข้อหาว่าไม่สนใจกิจการคณะสงฆ์
และยังยุยงให้วัดอื่นกระด่างกระเดื่องต่อการปกครองด้วย
ถูกส่งตัวเข้าเมืองลำพูนอีก ท่านแก้ข้อกล่าวหาว่า
เพลิดเพลินในการเจริญวิปัสสนา
จึงลืมวันนัดหมายและอยู่ในวัด ในกุฏิได้ยุยง วัดอื่นใดเลย
อีกประการหนึ่ง ขาดประสงฆ์ในครั้งพุทธกาลก็ไม่ปรากฏว่าพระพุทธองศ์ทรงเอาผิดในมหาปรินิพพานสูตรพระพุทธองค์ก็ทรงยกย่องสรรเสริญปฏิบัติบูชาข้าพเจ้าก็ปฏิบัติตามถ้อยคำแห่งพระสัพพัญญูเจ้าคณะกรรมการที่ทำการสอบสวน
ได้สังเกตสังกา อากัปกิริยา
ปฏิปทาของครูบาท่านก็ปฏิบัติตามที่พูด
ไม่พบเห็นข้อพิรุธผิดเพี้ยนจากครองธรรม
เป็นข้อกล่าวหาที่หยุมหยิม หาสาระไม่ได้ ก็ปล่อยไป
ต้องอธิกรณ์ครั้งที่ ๓
คราวนี้ทางราชการอำเภอ และเจ้าคณะแขวงลี้
นัดหมายให้พระสงฆ์สามเณรในอำเภอลี้ไปประชุมฟัง พ.ร.บ.
คณะสงฆ์เพิ่มเติมอีก
ครูบาถือเอามติของมติเจ้าคณะเมืองว่าการขาดประชุมไม่เป็นโทษร้ายแรงก็ไม่ไป
แต่วัดนอกนั้นเห็นจะเบื่อเรื่องการประชุมจึงไปบ้าง
ไม่ไปบ้าง
เจ้าคณะแขวงลี้เห็นวัดที่ไม่มายึดเอาครูบาเป็นอบบอย่าง
จึงควบคุมตัวเข้าไปเมืองลำพูนอีก คราวนี้ถูกลงโทษ ๑
ถอดจากเจ้าอาวาส ๒. ให้กักตัวอยู่ในวัดพระธาตุหริภุญชัย ๑
ปี เพื่อศึกษา พ.ร.บ. คณะสงฆ์
เมื่อครบกำหนดก็กลับบ้านปางศรัทธาประชาชนก็เพิ่มความเคารพนับถือมากขึ้น
ต้องอธิกรณ์ครั้งที่ ๔
มีความผิดร้ายแรง ต่อจากนั้นมาประมาณหนึ่งเดือนเศษ
เจ้าคณะแขวงลี้ก็มีคำสั่งมาที่ครูบาอีกให้สำรวจรายชื่อพระภิกษุสามเณรในวัดบ้านปางส่งให้ด่วน
ฝ่ายครูบาปฎิเสธทันทีว่าตนปฏิบัติตามไม่ได้
เพราะมิใช่เจ้าอาวาสและต่อมาคำสั่งที่ ๒ ก็มาถึงครูบาอีก
ให้วัดทุกวัดจุดประทีปโคมๆ ลั่นฆ้อง
สวดชัยมงคลคาถาในวันบรมราชาภิเษกสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเถลิงถวัลราชสมบัติเป็นพระเจ้าแผ่นดินครูบาเห็นว่าวัดบ้านปางก็จุดไฟสว่างไสวและการสวดมนต์ภาวนาก็ทำเป็นประจำอยู่แล้ว
จึงไม่ทำเป็นกรณีพิเศษ ขอเอาปฏิบัติบูชาเป็นราชสักการะ
จึงโดนข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งราชการ
เป็นข้อหาที่ร้ายแรงมาก
เจ้าคณะแขวงลี้จึงรายงานด่วนถึงเจ้าคณะลำพูนๆ
ก็มีคำสั่งเด็ดขาดถึงครูบาศรีวิชัย ผ่านเจ้าคณะแขวงลี้
วันที่
๑๒ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๖๒
เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ถึงพระศรีวิชัย
วัดบ้านปาง
เนื่องจากท่านไม่ฟังคำบังคับบัญชาของฉันและเจ้าคณะแขวงลี้
กลับขัดขืนต่อระเบียบราชการบ้านเมือง การสำรวจพระอาราม
กับการอื่นๆอีกหลายประการ บัดนี้ พระสงฆ์ทั้งหลาย
เห็นว่าท่านไม่ควรอยู่วัดนี้ต่อไปเพราะฉะนั้น
นับตั้งแต่วันได้รับคำสั่งกับได้ฟังปรึกษา (พิพากษา)
โทษเป็นต้นไป ให้ท่านออกไปพ้นเขตจังหวัดลำพูนใน ๑๕ วัน
นับตั้งแต่ประกาศนี้
(ลงนาม)
พระครูญาณมงคล พระครูญาณมงคลเจ้าคณะจังหวัดลำพูน
หน้า
1
2
3 4
|