อา. 26 ก.ย. 2547   13:38:30

มูลเหตุสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ

             ชั้นเดิมประสงค์แต่เพียง จะเอาไฟฟ้าขึ้นไปใช้บนพระธาตุเท่านั้น แต่ลำพังของศรัทธาไม่สามารถเอารถจะเอาขึ้นไปได้ ด้วยจะสิ้นเปลืองมาก  ข้าพเจ้าจึงได้ไปหาครูบาศรีวิชัย ขอนิมนต์ให้ช่วยดำริและให้ช่วยจัดการเรื่องนี้ ท่านเห็นพ้องด้วยแต่ต้องอธิฐานดูก่อน ข้าพเจ้าได้ไปหาท่านอีกตามที่ได้ให้  ไปฟัง ครูบาได้แจ้งว่า เฉพาะจะเอาไฟฟ้าขึ้นไปใช้บนพระธาตุ รู้สึกหนักใจ หรืออาจไม่สำเร็จก็เป็นได้ หากจะทำทางให้รถยนต์ขึ้นไปได้จะง่ายกว่าและจะสำเร็จโดยเร็วด้วย ข้าพเจ้างงครูบาเอาเรื่องยากเป็นเรื่องง่าย เอาเรื่องง่ายเป็นเรื่องยาก จึงท้วงว่าการทำทางคิดว่าจะยากกว่า เพราะเป็นเขาสูงและเมื่อไรจะ  แล้วขอครูบาอธิฐานดูอีกที เมื่อท่านอธิฐานครั้งที่ ๒ แล้วได้แจ้งและยืนยันแก่ข้าพเจ้าว่า “ การสร้างทางต้องสำเร็จอย่างแน่นอน และสำเร็จภายในไม่ช้าด้วย”   ข้าพเจ้าดีใจจึงรีบลงไปกรุงเทพฯ ร้องขอต่อหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ร.น. ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขอผู้ชำนาญทางมาสำรวจให้ หลวงธำรงฯ เห็นชอบด้วย จึงได้ส่งผู้ชำนาญตามความประสงค์ เมื่อสำรวจเสร็จแล้ว ได้เริ่มลงมือสร้าง เมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๗   เวลา ๑๐.๐๐ น. ณ เชิงดอยทางห้วยแก้ว โดยนายพลตรีเจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ เป็นผู้แรกขุดจอบเป็นปฐมฤกษ์ การก่อสร้างได้แล้วเสร็จและเปิดให้รถขึ้นลงได้  เมื่อวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๔๗๘ รวม เวลาก่อสร้างตั้งแต่ต้นจนเสร็จ ๕ เดือน ๒๒ วัน การสร้างทางสายนี้สิ้นแรงงานเป็นจำนวนมาก ถ้าจะคำนวณแล้ววันหนึ่งๆ มีศรัทธามาช่วยงานไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ คน
          เวลานี้การขึ้นลงดอยสุเทพสะดวกมาก ไม่ต่างอะไรกับถนนบนพื้นราบและจะไปเวลาไหนก็ได้ นับว่าครูบาศรีวิชัย ได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติโดยเฉพาะ (ชาวเชียงใหม่) อย่างใหญ่หลวง อาศัยเหตุนี้ ทางราชการจึงให้ชื่อถนนสายนี้ว่า
“ถนนศรีวิชัย” และปั้นรูปของท่านไว้ที่วัดพระธาตุดอยสุเทพด้วย (เดี๋ยวนี้ได้หล่อรูปท่ายืนประดิษฐานไว้ที่ ๓ แยกห้วยแก้ว ต้นทางขึ้นดอยสุเทพ) เพื่อเป็นที่ระลึกถึงบุญคุณของท่านชั่วกาลนานฯ

วันที่ ๑ มิถุนายน ๒๔๘๔
หลวงประกาศ
(หลวงศรีประกาศ)

            ในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพนี้ ครูบาเถิ้ม เจ้าอาวาสวัดแสนฝางซึ่งคณะสงฆ์ในสมัยนั้นได้มอบให้เป็นผู้ขึ้นไปดูแลรักษาพระธาตุ ก็เป็นผู้ร่วมงานกับครูบาศรีวิชัย เป็นผู้ให้ฤกษ์ยามสร้างถนน ก่อนจะถึงเวลาท่านทั้ง ๒ นั่งร่วมเป็นประธานนำพระสงฆ์สวดมนต์ สวดชัยมงคลคาถา ในเวลาลงจอบเป็นปฐมฤกษ์ ครูบาเถิ้มเดินนำหน้าพาประชาชนส่วนหนึ่งแผ้วถางเพื่อเป็นแนวคิดตามคณะผู้ตรวจ

            ในระยะเดือนแรก ประชาชนมาร่วมทำน้อยคณะผู้ร่วมงานมีเจ้าพ่อแก้วนวรัฐ คุณหลวงศรีประกาศ เป็นต้นเกิดลังเลใจครูบาศรีวิชัยบอกว่าไม่เป็นไรเทวดาจะมาช่วย พอประชาชนเก็บเกี่ยวข้าวใส่ยุ้งฉางแล้วก็หลั่งไหลกันมา เพราะแรงศรัทธา ๒ ประการดึงดูด คือ พระธาตุดอยสุเทพ และครูบาศรีวิชัย ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงมากมายที่สุดเพราะชาวเขาเผ่านี้คุ้นเคยกับคนพื้นเมือง มีความเคารพครูบาศรีวิชัยมาก มีนิสัยอยู่ง่าย กินง่าย ทำงานหนักเอา เบาสู้ ถ้าจะไปร่วมงานกับครูบาศรีวิชัย ก็พากันไปเป็นหมู่ ๒๐, ๓๐, ๔๐ คน แต่ละหมู่จะมีกอย (แตร รูปโค้งเหมือนเขาควายสายด้วยไม้ไผ่ทาด้วยยารักเป่าเป็นเสียงดัง เสียงเบา เสียงสั้น (รัว) เสียงยาว) ใครมีก็ติดตัวไปด้วยฆ้อง ๑ ใบ กลอง ๑ ลูก ฉาบ ๑ คู่ เป่ากอย ตีฆ้อง กลองไป กอยนั้นมีประโยชน์เมื่อเดินทางมาถึงทางแยกคนนำทางก็จะเป่า กับผู้เดินตาม (ห่างๆ) ข้างหลังเดินผิด และสัตว์ร้ายในป่าด้วยให้สัญญาและให้ความอบอุ่นแก่หมู่คณะ พากันหาหมู่แล้วหมู่เล่าเมื่อถึงก็จะพากันรวบรวมปัจจัยทำบุญกับครูบาเสียก่อน แล้วจะไปทำ (ป๋าง) เพิงหมาแหงตามแนวทางต่า (ระยะ) ที่หมู่คณะของตนจะทำ
            ส่วนคนพื้นเมืองก็จะมีพระสงฆ์สามเณร หรือผู้เฒ่าผู้แก่ของแต่ละหมู่บ้านเป็นผู้นำมีดนตรี สะล้อ ซึง ปี่ ขลุ่ย ติดไปด้วย เสบียงอาหารนำไปพร้อม เครื่องมือทำงาน มีด ขวาน จอบ เสียม ต่า (ระยะ) ของตนที่จะได้ตรงนี้ ก็จะทำเพิงหมาแหงน มุงด้วยตองตึง (พวง) ส่วนที่อยู่ของพระสงฆ์องค์เณรก็จะทำเป็นพิเศษ ห่างจากชาวบ้านให้ท่านมีโอกาศสวดมนต์ภาวนา เรียงรายตั้งแต่วัดศรีโสดาห้วยแก้ว จนถึงบันไดนาคดอยสุเทพ
            ส่วนครูบาศรีวิชัย และผู้ร่วมคณะก็จะตั้งกองอำนวยการอยู่ที่วัดศรีโสดา ข้าวสาร อาหารแห้ง ฟักแฟง แตงกวาลำเลียงมาจากวัดศรีโสดา โดยรถยนต์บ้าง คนหามบ้าง ส่งไปยังจุดที่ไม่มีตลอดจนเครื่องมือทำงาน มีอย่างเหลือเฟือ ทุกคนทำงานด้วยหน้าชื่นใจบาน ดังสุภาษิตที่ว่า

“ทำคนเดียวเหมือนจะต๋าย ทำกันคนหลายเหมือนเล่น”

            คราวนี้ครูบาเถิ้มทำงานหนัก มีหน้าที่แบ่งงานให้ทำ ตรงไหนเป็นหินผา ป่าทึบ ก็ให้กะเหรี่ยงเข้าไปบุกเบิก เมื่อประชาชนมากก็แบ่งให้ทำหมู่คณะ ๒ วา ๓ วา งานจึงรุกหน้าไปเรื่อยๆ เมื่อจวนจะถึงดอยสุเทพ ๑ ก.ม. ก็มีความเห็นแย้งกับคณะผู้สำรวจๆ จะเอาอ้อมขึ้นไปม่อน (ลูก) แหลมสน (เขาลูกนั้นมีต้นสนขึ้นมาก) แต่ครูบาเถิ้มจะเอาไปประจบกับทางเดินเท้าเดิม ผ่าน้ำบ่อเต่า ศาลาเจ้าฤาษี ขอแทรกน้ำบ่อเต่านี้ เดี๋ยวนี้อยู่ตรงเลี้ยวโค้งขุนกันขึ้นมาแต่ก่อนมานี้บ่อไหลซึมออกมา มีศาลาหลังเล็กๆ กว้างประมาณ ๒ เมตร ยาว ๓ เมตร เมื่อประชาชนขึ้นนมัสการพระธาตุ มาถึงตรงนี้ก็จะพากันหยุดวางของ อาบน้ำชำระร่างกาย เปลี่ยนเครื่องแต่งกายถอดชุดเดินทางออก สวมใส่ชุดใหม่ ฝ่ายพระสงฆ์สามเณรก็จะครองผ้าเป็นปริมณฑล แสดงอาบัติรับสรณะคมและศีล ฝ่ายคฤหัสถ์ก็สมาทานศีล ๕ ครูบาอาจารย์ก็จะเอาพาน (ขัน) ข้าวตอกดอกไม้ธูปเทียน โอกาสอาราธนา อินทร์ พรหม โยม ยักษ์ มีสุเทวฤาษี เทวาอารักขาที่คุ้มครองพระธาตุ บอกกล่าว่ามิได้มาประสงค์ร้าย มาไหว้สาสักการบูชา ขออย่าได้มีเหตุเภทถัยเบียดเบียน จากนั้นก็พากันขึ้นพระธาตุด้วยความสำเร็จ และเคารพต่อพระธาตุจึงเรียกว่าศาลาเจ้าฤาษี ครูบาศรีวิชัย จึงเป็นผู้ตัดสินบอกว่า “มันจวนจะถึงอยู่แล้ว จะเอาอ้อมไปทำไม” จึงตัดทางตามมติของครูบาเถิ้ม เมื่อมาถึงโค้งแห่งนั้น เป็นโค้งทบศอกสูงชัน เป็นหิน ครูบาเถิ้มจึงจัดให้ ขุนกัน ชนะฉันท์ คฤหบดีผู้ใจบุญ มีพวกพ้องบริวารมาก เป็นผู้ทำ โค้งนั้นจึงมีชื่อว่า “โค้งขุนกัน” จนถึงทุกวันนี้  
            วันที่ ๓๐ เมษายน ๒๔๗๘ ก็ทำพิธีเปิดทางพระสงฆ์และประชาชนชุมนุมกัน ๒ จุดข้างล่างก็ถึงห้วยแก้วต้นทางข้างบนที่เชิงดอยสุเทพปลายทาง โดยครูบาศรีวิชัย นั่งรถยนต์เถ้าแก่โหง่วแล่นขึ้นไปและถ่ายภาพให้เราได้ดูด้วย
            เมื่อท่านสร้างถนนเสร็จแล้ว ก็ถูกนิมนต์ลงไปกรุงเทพฯ เป็นครั้งที่ ๒ ในข้อหา ตัดไม้ทำลายป่าขณะทำถนนขึ้นดอยสุเทพ บวชเณรโดยไม่ได้รับอนุญาต วัดต่างๆในเชียงใหม่ ลำพูน ไม่ยอมอยู่ในการปกครองคณะสงฆ์ ขอขึ้นกับพระครูบาศรีวิชัยประมาณ ๖๐ วัด ทีแรกก็ตั้งการสอบสวนที่วัดทุ่งยู วัดเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ ข้อหาที่ ๑ ครูบาบอกว่า นั่งให้ศีลให้พรโยมอยู่วัดศรีโสดา ไม่ได้เข้าป่าฟันหญ้าตัดไม้ คนทำงานก็ตัดบ้าง ตามแนวที่คนของรัฐบาลสำรวจไป ถ้าไม่ให้ตัดต้นไม้ทำไมก่อนหน้านั้นจึงไม่ห้ามไม่ให้ทำถนน ข้อที่๒บวชให้เพราะสงสารลูกชาวบ้าน บวชเพียง ๓-๗-๑๕ วัน หรือเดือนหนึ่งเท่านั้น (การบวชฝ่ายคณะสงฆ์มีข้อยุ่งยากต้องได้รับการอนุญาตจากกำนัน ผู้ใหญ่บ้านชาวบ้านจึงเอาลูกหลานไปบวชกับครูบาศรีวิชัย ท่านก็เห็นว่าเพียงบวชเณรเท่านั้น และบวชอยู่ไม่นานจึงบวชให้) ข้อที่ ๓ ท่านไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ประชุมบอกล่าวและไม่ได้ตั้งตัวเป็นหัวหน้าคณะ และก็ไม่ได้รับวัดที่เขายกถวายนั้น
            เมื่อสอบสวนแล้วเอาความผิดไม่ได้ จึงนิมนต์ท่านลงไปกรุงเทพฯ เพื่อให้มหาเถรสมาคมวินิจฉัย การลงไปครั้งนี้ชาวกรุงเทพฯ ถือว่าท่านลงมาโปรด หลั่งไหลกันมากราบไหว้บูชา เอาผ้าขาวม้าขอรอยมือรอยเท้าของท่านไปไว้บูชา ในขณะที่ท่านพักอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรฯกรุงเทพฯ หลวงศรีประกาศก็ไปเยี่ยมท่านเสมอๆ วันหนึ่งท่านก็กำชับให้หลวงฯรีบขึ้นไปเชียงใหม่โดยเร็ว มิฉะนั้นจะไม่พบครูบาเถิ้ม ซึ่งเป็นพระที่หลวงศรีประกาศเคารพนับถือมาก เมื่อถึงเชียงใหม่ก็ถามหาครูบาเถิ้ม ก็ทราบว่าสบายดีจึงไม่ได้ไปเยี่ยม พอรุ่งเช้าศิษย์ครูบาเถิ้มไปบอกว่า ครูบาเถิ้มได้มรณะภาพเสียแล้ว หลวงศรีประกาศแปลกใจ เมื่อได้พบครูบาก็เรียนถามท่านว่า ท่านทราบได้อย่างไรครูบาก็เพียงยิ้มเท่านั้น
 
            พ.ศ.๒๔๘๐ ท่านได้สร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิง ระหว่างลำพูนกับอำเภอหางดงเชียงใหม่ สะพานยังไม่ทันสำเร็จ โรครีดสีดวงทวารหนักของท่านก็กำเริบ (โดยปกติท่านทำการก่อสร้างอยู่ที่ไหนก็จะทำกุฏิอยู่ที่นั้น) เพื่ออำนวยการก่อสร้างท่านจึงต้องไปพำนักอยู่ที่วัดจามเทวีพ่อเจ้าจักรคำฯ ก็รับสั่งหาหมอดีๆ มาทำการรักษา และหมอผู้ใดรู้ยาก็พากันหามาใส่อาการของท่านไม่ดีขึ้น ท่านรู้ตัวดีจึงลูกศิษย์ขอให้อยู่ช่วยกันทำการก่อสร้างในส่วนที่ยังไม่เสร็จให้เสร็จ และส่วนหนึ่งให้นำตัวท่านกลับวัดบ้านปาง และให้รีบสร้างวิหารที่ยังวัดบ้านปางที่ยังไม่เสร็จให้เสร็จเร็วๆ ก่อนที่ท่านจะจากไปอาการของท่านมีแต่ทรงกับทรุด จนถึงวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑ ท่านก็สั่งลูกศิษย์เป็นครั้งสุดท้ายว่า
          
“ท่านทั้งหลายภายในไม่กี่ช่วงโมงนี้ เราจะจากท่านไปอย่างแน่นอน ถึงกาลเวลานี้มานานแล้ว อย่าเสียใจหากชีวิตของเราสิ้นลม ขอให้ท่านจงช่วยกันสร้างสิ่งที่เราสร้างยังไม่สำเร็จ ให้สำเร็จเรียบร้อยและอย่าลืมหลังจากเราสิ้นชีวิตลง พวกท่านจงเอาน้ำผึ้ง ๑ ขวดหล่อ (กรอก) ปากเราไว้เพื่อกันการเน่าเปื่อยเรารู้ดีว่าท่านจะเก็บศพเราไว้หลายปี จงจำและทำตามเรา”
            จากนั้น ท่านก็หลับตาในใจคงพิจารณา อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เวลา ๐๕.๐๐ น.กับ ๓๐ วินาที ท่านก็สิ้นลมด้วยอาการสงบ ศพของท่านเก็บรักษาไว้ที่วัดบ้านปาง เป็นเวลา ๓ ปี เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างที่บ้านปางเรียบร้อยแล้ว ก็นำศพของท่านเป็นขบวนใหญ่กลับเข้าสู่วัดจามเทวีลำพูน ลูกศิษย์จะได้พึ่งใบบุญบารมีของสะพานให้เสร็จตามคำสั่ง
            ต่อมาในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ทางจังหวัดลำพูน ก็บำเพ็ญกุศลฌาปนกิจศพของท่านอย่างใหญ่โต ๑๕ วัน ๑๕ คืน ตำรวจทหารเข้ารักษาการณ์อย่างเข้มแข็ง เพื่อมิให้ใครเข้ายื้อแย่งอัฐิธาตุของท่านและตกลงแบ่งเป็น ๔ ส่วน ให้นำไปบรรจุไว้ที่วัดบ้านปางส่วนหนึ่ง บรรจุไว้ที่วัดจามเทวีส่วนหนึ่ง ไปบรรจุไว้ที่วัดสวนดอกเชียงใหม่ส่วนหนึ่งไปบรรจุไว้ที่วัดดอยง้ม อำเภอสันกำแพงส่วนหนึ่ง เพื่อศรัธาประชาชนที่มีความเคารพในตัวท่านจะได้กราบไหว้ สักการบูชาสืบต่อไป.
 

 

 dia_pink.gif ตำนานวัดศรีโสดา
 dia_pink.gif ประวัติวัดศรีโสดา
 dia_pink.gif ลำดับเจ้าอาวาสวัดศรีโสดา
 dia_pink.gif ประวัติครูบาศรีวิชัย
 dia_pink.gif การตั้งอธิกรณ์ครูบาศรีวิชัย
 dia_pink.gif การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ

 flower05_pink.gif ปฐมนิเทศพระธรรมจาริก
 flower05_pink.gif บรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน
 flower05_pink.gif บรรพชาอุปสมบทชาวเขาประจำปี
 flower05_pink.gif งานวันกตัญญ