|
|
|
กะเหรี่ยง|แม้ว|เย้า|มูเซอ|ลีซอ|อีก้อ|ลัวะ|ถิ่น|ขมุ|ผีตองเหลือง|ปะดอง|ปะหล่อง|12 ชนเผ่า|วัดศรีโสดา|โครงการพระธรรมจาริก| |
|
|
|
ประวัติความเป็นมา เย้า เป็นชนชาติที่มีประวัติความเป็นมาช้านาน นับตั้งแต่สมัยสงครามกลางเมือง เมื่อสองพันกว่าปีแล้ว บรรพบุรุษของเย้า มีการเคลื่อนไหยอยู่แถบลุ่มแม่น้ำฉางเจียงและฮั่นเจียง ตอนกลางของประเทศจีน เย้ามีชื่อเรียกต่าง ๆ กัน เช่น ม่อ, หมาน, มอเย้า, จิงหมาน ส่วนคำว่า "เย้า" นั้นได้เริ่มใช้เรียกกันในสมัยราชวงศ์ซ้อง คำนี้มาจากคำว่า มอ เย้า ซึ่งมีความหมายว่า ไม่อยู่ใต้อำนาจของใคร เย้าในประเทศจีนนั้น แยกได้เป็น 4 กลุ่มแต่กลุ่มเย้าเผ่าเบี้ยน มีประชากรมากที่สุด และเป็นกลุ่มที่อพยพโยกย้ายอยู่ตลอดเวลา เป็นระยะทางไกลและกระจายกันอยู่ในอาณาบริเวณทีกว้างขวางที่สุดด้วย โดยเริ่มจากมณฑลฮูหนาน กวางตุ้ง กุ้ย โจว กวางสี แยะยูนาน ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เย้ากลุ่มนี้ได้อพยพเข้าสู่ภาคเหนือของเวียตนาม ในราวศตวรรษที่ 15-16 ต่อจากนั้นก็อพยพเข้าสู่ประเทศลาว เมียนมาร์และประเทศไทย สาเหตุที่ชนเผ่าเย้าอพยพนั้นมีสามประการคือ ประการแรก ชนเผ่าเป็นชนชาติที่ทำไร่เลื่อนลอย จึงต้องอพยพโยกย้ายอยู่เสมอ ประการที่สอง คือถูกกดขี่ข่มเหงทางชนชั้นจากชนชาติที่ปกครองและประการสุดท้าย เกิดจากภัยธรรมชาติและโรคภัยไข้เจ็บ ประชากรและการขยายตัว กอร์ดอน ยัง ชาวอเมริกันได้เขียนบันทึกเป็นรายงานไว้เมื่อ พ.ศ.2503 ว่ามีหมู่บ้านชาวเขาเผ่าเย้าเพียง 74 หมู่บ้าน ประชากร 10,200 คน ตั้งหมู่บ้านกระจัดกระจายอยู่ในเขตภาคเหนือของจังหวัดน่าน ภาคตะวันออกของจังหวัดเชียงราย (ซึ่งรวมเขตจังหวัดพะเยาในปัจจุบันนี้ด้วย) และเขตอำเภอฝางจังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลขั้นสุดท้ายที่สถาบันวิจัยชาวเขารวบรวมไว้ในปี พ.ศ. 2541 เย้าในประเทศไทยมี 158 หมู่บ้าน 5,831 หลังคาเรือน ประชากร 42,132 คน อาศัยอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ดังนี้คือ เชียงราย น่าน พะเยา ลำปาง กำแพงเพชร สุโขทัย เชียงใหม่ ตาก และเพชรบูรณ์ คิดเป็นร้อยละ 5.59 ของประชากรชาวเขาทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทย การตั้งบ้านเรือน การตั้งหมู่บ้านของเย้า มักจะเป็นการรวบรวมกันระหว่างกลุ่มแซ่ตระกูลหรือกลุ่มญาติพี่น้อง โดยจะเลือกตั้งหมู่บ้านอยู่บนที่ราบตามไหล่เขา บริเวณต้นน้ำลำธารหรือบริเวณหุบเขาในระดับความสูง 1,000-1,300 เมตร จากระดับน้ำทะเลและจะต้องเป็นบริเวณที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์สามารถนำมาใช้ในหมู่บ้านได้ เย้านิยมจะสร้างบ้านหันหน้าออกจากภูเขาหรือมักจะอยู่ทางทิศตะวันออกของภูเขา โดยจะปลูกบ้านเรียงรายตามแนวสันเขา เพราะตามประเพณีไม่นิยมปลูกบ้านซ้อนกันซึ่งจะทำให้บ้านาของตนไปตรงกับประตูผีบ้านคนอื่น เย้าเชื่อว่าสิ่งชั่วร้ายที่ถูกขับไล่ออกทางประตูผีนี้จะไปเข้าบ้านที่อยู่ตรงกับประตูผีในระยะใกล้ ๆ กัน ตามประเพณี เย้าจะปลูกบ้านคร่อมดินโดยใช้พื้นดินเป็นพื้นบ้าน ผังของบ้านมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านยาวเป็นหน้าบ้านและหลังบ้าน ด้านหน้ามีประตูผีบานหนึ่งเรียกว่า ประตูใหญ่ หรือ ประตูผี (ต้ม แกง) มีขนาดเล็กและมักปิดอยู่ตลอดเวลา จะเปิดเมื่อทำพิธีขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกจากบ้าน (ซุ่น ป้าย) นำศพผู้อาวุโสออกจากบ้าน นำเจ้าสาวออกจากบ้าน (ยกเว้นเจ้าสาวที่เกิดเดือน 5,7 และ 8 ตามปฏิทินจีน) และนำเจ้าสาวเข้าบ้าน ด้านข้างของบ้านทั้งสองด้านจะมีประตูด้านละหนึ่งบาน เปิดใช้เข้าออกในชีวิตประจำวัน ด้านยาวที่ไม่มีประตูนั้นจะกั้นเป็นห้องหลายห้องยาวตลอด โดยจะเหลือที่ว่างไว้มีขนาดกว้างกว่าห้องนอนภายในบ้าน ด้านตามยาวจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยจะถือเอากลางบ้านเป็นหลัก ส่วนด้านประตูผีนั้นจะเป็นส่วนของผู้ชายซึ่งใช้สำหรับรับแขกและประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ส่วนที่เหลือนั้นจะเป็นส่วนของผู้หญิงที่ซึ่งจะเป็นที่ทำอาหาร สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านมีหิ้งผี (เมี้ยน ป้าย) ซึ่งจะอยู่ตรงข้ามกับประตูผีพอดี แต่สำหรับบ้านของคนที่เคยผ่านพิธีโตโซหรือผู้ที่มีรูปผีใหญ่นั้น หิ้งผีของเขาจะมีลักษณะเป็นตู้เรียกว่า เมี้ยน เตีย จง หิ้งผีนี้จะใช้สำหรรับเชิญผีมาสิงสถิต เพื่อการเซ่นไหว้ วัสดุที่ใช้สร้างบ้านแบบดั้งเดิม มักจะใช้วัสดุที่พอหาได้ในแต่ละท้องถิ่น หลังคามุงด้วยใบหวาย หญ้าคา ไม้ไผ่ผ่าครั้งประกบกัน หรือใช้ไม้เนื้อแข็งผ่าเป็นแผ่นบาง ๆ มุงเหมือนกระเบื้อง ส่วนฝาบ้านนั้นจะใช้แผ่นหรือไม้ใผ่ทุบปล้อง เสาบ้านนิยมใช้ไม้เนื้อแข็ง ในการสร้างบ้านหัวหน้าครัวเรือนจะเป็นผู้เลือกสถานที่ แล้จะบอกสมาชิกในครอบครัวทราบต่อไปว่า พอใจหรือไม่ ถ้าพอใจก็จะทำพิธีเสี่ยงทาวดูว่าผีจะพอใจหรือไม่ โดยปกติแล้วในการสร้างบ้านญาติพี่น้องต้องมาช่วยกัน ฝ่ายชายจะช่วยแรงงานในการก่อสร้างและหาวัสดุก่อสร้าง ผู้หญิงจะช่วยหุงหาอาหารแก่ผู้มาช่วยงาน เมื่อปลูกเสร็จแล้ว ก็จะเลือกวันดี เพื่อทำพิธีขึ้นบ้านใหม่ข้างนอกบ้านก่อน โดยจะเชิญผีบรรพบุรุษมาช่วยดูแลลูกหลาน จากนั้นก็จะนำไปเข้าในบ้านและเชิญพวกญาติพี่น้องผู้อาวุโส และพวกที่มาช่วยสร้างบ้านมาร่วมรับประทานอาหารจึงเป็นอันเสร็จพิธี เย้า ไม่นิยมปลูกสิ่งก่อสร้างใด ๆ ไว้หลังบ้าน ซึ่งเป็นด้านที่ไม่มีประตู คงอนุญาตให้แต่เสาค้ำรางน้ำที่ต่อมาใช้บริโภคในบ้านเท่านั้น เพราะเชื่อว่าด้านหลังบ้านนั้นเป็นที่อยู่อาศัยของผีน้ำ ซึ่งนำความชุ่มชื่นมาให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยในบ้าน ส่วนสิ่งก่อสร่างอื่นๆ เช่น ยุ้งข้าว เล้าสุกร จะสร้างไว้ด้านหน้า (ประตูผี) บริเวณข้างบ้านจะมีสวนครัวเล็ก ๆ ไว้ปลูกพืชผักสวนครัวครัวเพื่อการบริโภคในครัวเรือน ระบบครอบครัว ครอบครัวเย้ามีทั้งแบบครอบครัวขยายและครอบครัวแบบเดี่ยว โดยปกติแล้วครอบครัวเย้าขยายออกทางบิดามารดาของฝ่ายชาย คือเมื่อผู้ชายแต่งงานแล้วจะนำภรรยามาอยู่กับบิดามารดาของฝ่ายชาย คือเมื่อผู้ชายแต่งงานแล้วจะนำภรรยามาอยู่กับบิดามารดาของตน บ้านหลังหนึ่งอาจมีหลายครอบครัว ซึ่งมีความสัมพันธ์กันเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดเดียวกัน และเย้านิยมซื้อเด็กมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมอีกด้วย ส่วนครอบครัวขยาย ทางฝ่ายบิดาหรือมารดาของภรรยานั้นเกิดขึ้นได้ จากประเพณีที่ยินยอมให้ผู้ชายที่ต้องการจะแต่งงานกับผู้หญิง แต่ไม่มีเงินทองที่จะจ่ายค่าตัวเจ้าสายได้จึงต้องไปช่วยทำงานอยู่ที่บ้านของบิดามารดาของฝ่ายหญิง ตามกำหนดเวลาที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนที่จะมีพิธีแต่งงาน แต่ในกรณีที่บิดามารดาของฝ่ายหญิงมีบุตรเพียงคนเดี่ยว อาจตกลงกันก่อนว่าหลังแต่งงานแล้ว ให้ฝ่ายชายอยู่กับฝ่ายหญิงตลอดไป ในกรณีนี้ฝ่ายหญิงต้องเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการหมั้น และการแต่งงานด้วย ในครอบครัวขยาย ผู้อาวุโสฝ่ายชายมีอำนาจสูงสุดในครัวเรือน บุตรชายมีอำนาจลดหลั่นลงมาจากพ่อแม่ หน้าที่หลักของฝ่ายชายคือ ตัดไม้ ผ่าฟืน ล่าสัตว์ ซ่อมแซมบ้าน และสร้างบ้าน ตลอดจนการติดต่อกับบุคคลภายนอก ผู้หญิงมีหน้าที่ช่วยฝ่ายชายในการทำมาหากินเตรียมอาหารสำหรับสมาชิกในครัวเรือน และให้อาหารแก่สัตว์เลี้ยง บุตรชายอาจแยกไปตั้งครอบครัวของตนเองใหม่ในแบบครอบครัวเดียวได้ต่อเมื่อน้องชายได้แต่งงาน แล้วนำภรรยามาอยู่กับบิดารมารดาของตนหรือมเอมีคนเลี้ยงดูบิดามารดาแทน ในสภาพปัจจุบันนี้ ครอบครัวเย้ามีแนวโน้มที่จะเป็นครอบครัวแบบเดียวเพิ่มขึ้น เพราะต้องการความเป็นอิสระและเพื่อสร้างฐานะของตัวเอง เย้าให้ความนับถือเชื้อสายฝ่ายชาย ซึ่งรวมถึงการนับถือผีบรรพบุรุษด้วย ในการแต่งงานนั้นฝ่ายหญิงจะต้องทำพิธีออกจากผีของตน (แชะ เมี้ยน ตู้) ก่อนแล้วจะต้องทำพิธีขอเข้าผีบรรพบุรุษของฝ่ายชาย (ทิ่ม เมี้ยน ตู้) หากสามีตายหรืออย่าร้างฝ่ายภรรยาก็จะต้องนับถือผีบรรพบุรุษของสามีต่อไป นอกจากว่าบิดามารดาของสามีมีผู้สืบทอดผีบรรพบุรษุหลายคึนก็อาจยินยอมให้ลูกสะใภ้ออกไปถือผีของคนอื่นได้ หรืออนุญาตให้ไปแต่งงานใหม่ และนับถือผีบรรพบุรุษของสามีใหม่ได้ แต่ถ้าบิดามารดาของฝ่ายชายหาผู้สืบทอดผีบรรพบุรุษไม่ได้ ก็อาจขอชายอื่นมาแต่งงานกับลูกสะใภ้ของตนและสามีใหม่ต้องนับถือผีบรรพบุรุษของฝ่ายสามีเดิมด้วย การนับถือผีของบรรพบุรุษของฝ่ายหญิงจะเกิดขึ้นได้เมื่อบิดามารดาของฝ่ายหญิงมีบุตรคนเดียว ก็จะต้องขอให้ฝ่ายชายเข้ามานับถือผีบรรพบุรุษของฝ่ายภรรยาหรืออาจถือผีบรรพบุรุษของฝ่ายชายด้วยก็ได้ ในกรณีที่ฝ่ายชายมาช่วยทำงานที่บ้านฝ่ายหญิงนั้น ฝ่ายชายยังคงนับถือผีบรรพบุรุษของตนได้และฝ่ายหญิงที่นับถือผีของตนไป แต่ถ้าบุตรเกิดในบ้านฝ่ายใดก็จะให้นับถือผีบรรพบุรุษของฝ่ายนั้น แต่จะนิยมให้เด็กเกิดในบ้านของฝ่ายบิดา ส่วนบุตรที่เกิดขึ้นก่อนแต่งงาน และไม่มีใครอ้างกรรมสิทธิ์ว่าเป็นพ่อของเด็ก เด็กก้อต้องนับถือผีบรรพบุรุษของฝ่ายมารดาและถือว่าเป็นลูกผีให้ ซึ่งเย้าไม่รังเกียจ เพราะถือว่าได้แรงงานในครอบครัวเพิ่มขึ้น ลัทธิและความเชื่อถือ ตามหลักฐานที่ปรากฏ เย้าได้เริ่มเอาลัทธิเต๋ามาเป็นแนวทางในการปฏิบัติเมื่อครั้งอพยพทางเรือนในช่วยคริสศตวรรษที่ 13 แต่อย่างไรก็ตาม เย้าก็ยังปฏิบัติตามแนวความเชื่อของตนที่เคยยึดถือ และปฏิบัติกันมาก่อนที่จะมีการอพยพทางเรือ ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ ได้แก่ความเชื่อเรื่องผี ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าความเชื่อถือของเย้าจึงเป็นการผสมผสานกันระหว่างความเชือที่ได้รับอิทธิพลทมาจากลัทธิเต๋ากับการเชื่อถือ ผี เย้าที่นับถือพุทธนั้นยังมีการนับถือผีอยู่ แต่พวกที่นับถือศาสนาคริสต์นั้นไม่มีการเลี้ยงผี ความเชื่อถือมีดังนี้คือ ผีบรรพบุรุษ เย้านับถือผีบรรพบุรุษของคนที่ตายไปแล้วเพียง 4 รุ่นเท่านั้น โดยเชื่อว่า เมื่อบรรพบุรุษของตนตายไปแล้ว ก็จะสิงสถิตอยู่บนสวรรค์และจะคอยดูแลปกป้องลูกหลายของตน ผีบรรพบุรุษยังทำหน้าที่เป็นตัวแทนติดต่อระหว่างคนที่มีชีวิตกับเทวดาหรือผีใหญ่ของตนเองดวย นอกจากนี้ เย้ายังนับถือและเซ่นไหว้บูชาเบี้ยนฮู ซึ่งถือว่าเป็นผู้ให้กำเนิดเย้า ซึ่งมีกำเนิดมาตั้งแต่ประมาณ 2,000 ปี ก่อนคริสตศักราช เมื่อมีประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ก็จะเชิญบรรพบุรุษของตนมาสิงสถิตอยู่ในบ้านและจะเชิญเบี้ยนฮูมาในพิธีที่สำคัญ ๆ เช่น งานศพ งานแต่งงาน เมื่อเสร็จพิธีก็จะเชิญกลับไป การเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษนี้ ย่อมได้รับความปกป้องคุ้มครองจากผีบรรพบุรุษเป็นอย่างดี และในทางตรงกันข้ามหากที่ฝังศพหรือกระดูกของบรรพบุรุษถูกรบกวนหรือขาดการเซ่นไหว้ ก็จะทำให้ลูกหลายเจ็บป่วยด้วย ผีฟ้า ซึ่งเย้าถือว่าเป็นฑูตสวรรค์ ผีใหญ่ (จุ ซ้ง เมี้ยน) เย้าได้บนบานต่อผีใหญ่ไว้เมื่อครั้งอพยพทางเรือและเมื่อขึ้นฝั่งได้ จึงทำการเลี้ยงผีใหญ่มาตลอด การนับถือผีใหญ่นี้เย้าได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิเต๋า ผีใหญ่ที่เย้านับถือนี้เป็นภาพวาดของเทวดาซึ่งมีทั้งหมด 17 ภาพ บางชุดอาจมีภาพบรรพบุรุษของตนอีกภาพหนึ่งรวมเป็น 18 ภาพ เทวดาในภาพแต่ละภาพนั้น มีอำนาจหน้าที่ที่แตกต่างกันทั้งในสวรรค์และนรก แต่ภาพที่สำคัญนั้นมีเพียง 3 ภาพ เรียกว่า "ฟามซิง" หรือ ผีสามดาว ซึ่งถือว่ามีอำนาจสูงสุด โดยปกติแล้ว เย้าจะม้วนเก็บภาพเหล่านี้ไว้ในห่อผ้าที่เรียกว่า "เมี้ยนดับ" และจะนำมาแขวนในพิธีทำบุญ (กว่า ตั้ง) พิธีโตไซ และพิธีศพเท่านั้น ผีทั่วไป เย้าเชื่อว่าทุกหนทุกแห่งมีผี เช่น ผีป่า ผีน้ำ ผีภูเขา เป็นต้น ผีเหล่านี้ มีทั้งผีดีและผีร้าย ผีที่ดีจะสิงสถิตอยู่บนสวรรค์ ส่วนผีที่ชั่วร้ายมักจะอยู่ตามต้นไม้ และมักจะทำอันตรายผู้อื่น เย้าจึงมีการประกอบพิธีกรรมที่เกี่ยวกับผีเหล่านี้ เช่น การเลี้ยงผีท้องถิ่น (ซิบ ต่า ปุ้ง เมี้ยน) การไล่ผีร้าย (ชุ่น ป้าย) เป็นต้น ขวัญ เย้าเชื่อว่าในร่างกายของคนเรามีขวัญ (เวิ่น) อยู่ตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ ของร่ายกายทั้งหมด 12 แห่ง ได้แก่ ตา หู ปาก คอ แขน หน้าอก ท้อง ขา ข้างหัวด้านซ้าย ข้างหัวด้านขวา เท้า และมือ แต่ขวัญของเด็กอายุต่ำกว่า 12 ขวบนั่นยังไม่แน่นอนว่าจะอยู่กับตัวเด็กตลอดไปหรือไม่ จึงเรียกว่า แปง เมื่อขวัญแห่งใดแห่งหนึ่งตกใจหรืออกจากร่างกไป จะทำให้เจ้าของร่างกายเจ็บป่วย ดังนั้น การเรียกขวัญจึงเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้ ฤกษ์ ยาม และโชคลาง ในการประกอบกิจกรรมหรือพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น การแต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ การปลูกพืช การติดต่องาน เป็นต้น มักจะดูวัน เวลาที่เหมาะสมในการประกอบกิจกรรมเหล่านี้ โดยจะยึดตามหลักของจีน นอกจากนี้เย้ายังมีความเชื่อในเรื่องโชคลางอีกด้วย เขาจะเลื่อนหรือยกเลิกการประกอบพิธีกรรม หากมีสิ่งไม่ดีที่เชื่อว่าเป็นลางเกิดขึ้น เช่น อาจงดการสู่ขอ หรือการหมั้น เมื่อเห็นงูเลื้อยผ่านหน้าขบวนที่จะไปสู่ขอหมั้นนั้น การปกครอง เย้าไม่มีหัวหน้าเผ่าที่มีอำนาจสูงสุดในการปกครอง ในแต่ละหมู่บ้านจะมีหัวหน้าหมู่บ้าน หมอผีประจำหมู่บ้านและคณะผู้อาวุโสร่วมกันปกครองหมู่บ้าน แต่ละฝ่ายจะมีที่มา และอำนาจในการปกครอง ดังนี้คือหัวหน้าหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านมาจากการเลือกตั้งของคนในหมู่บ้าน แต่ในทางปฏิบัติผู้ที่ได้รับการเลือกมาเป็นหัวหน้าหมู่บ้านนั้น มักจะมาจากกลุ่มแซ่ที่ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้าน หรือมาจากกลุ่มผู้ที่ก่อตั้งหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านนี้อาจได้รับการแต่งตั้งจากทางราชการให้เป็นผู้ใหญ่หรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านด้วยก็ได้ หัวหน้าหมู่บ้านมีหน้าที่หลักในการติดต่อประสานงานกับทางราชการหรือบุคคลภายนอก นอกจากนี้ ยังมีหน้าที่ร่วมกับผู้นำอื่น ๆ ในการปกครองหมู่บ้านด้วย หมอผี หมอผีเป็นผู้ประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ตามประเพณีให้แก่ชาวบ้าน เริ่มตั้งแต่เกิดจนตาย และประเพณีของส่วนรวมด้วย หมอผีจะต้องเป็นผู้ทีสามารถอ่านและเขียนภาษาจีนได้ เพื่อที่จะได้อ่านตำราและบันทึกเรื่องราวที่เกียวกับประเพณีและพิธีกรรมต่าง ๆ ต้องฝึกฝนตัวเอง เมื่อมีควาารู้และความสรามารถพอที่จะประกอบพิะกรรมได้ก็เจเข้าพิธีรับการถ่ายทอดเป็นหมอผี หมอผีเย้าจะแบ่งออกเป็นหมอผีใหญ่และหมอผีเล็ก หมอผีใหญ่ประกอบพิธีทุกอย่างตั้งแต่เกิดจนตายรวมทั้งพิธีของหมู่บ้านด้วย ส่วนหมอผีเล็กประกอบพิธีกรรมย่อย ๆ เท่านั้น เช่น เรียกขวัญ เลี้ยงผีบ้าน หมอผีมีอำนาจที่จะให้คำแนะนำตักเตือนชาวบ้านได้และร่วมกับผู้นำอื่น ๆ ในการปกครองหมู่บ้านด้วย ผู้อาวุโส เย้าถือว่าผู้อาวุโสเป็นผู้ที่มีประสบการณ์และมีความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ จึงได้รับการเคารพและนับถือจากคนในหมู่บ้าน ในแต่ละกลุ่มสายแซ่สกุล จะมีผู้อาวุโสของตนคอยดูแลและปกครองลูกหลายของตน ผู้อาวุโสแต่ละกลุ่มแซ่สกุลนี้จะรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ เมื่อมีงานหรือเรื่องราวสำคัญคณะผู้อาวุโสก็จะมาชุมนุมหรือประชุมร่วมกัน ในกรณีที่มีผู้กระทำความผิด หรือมีข้อขัดแย้งระหว่างคนในหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้านจะเชิญหมอผีประจำอยู่บ้านและคณะผปู้อาวุโสของหมู่บ้านมาร่วมปรึกษาหารือกัน ในเรื่องการตัดสินความและการลงโทษซึ่งมีทั้งการว่ากล่าวตักเตือนและปรับสินไหม ถ้าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ส่วนโทษที่เกินความสามารถในการตัดสิน คณะผู้ปกครองก็จะส่งให้ทางราชการเป็นผู้พิจารณาตัดสิน ในการปกครองและพัฒนาหมู่บ้านนั้น หัวหน้าหมู่บ้านจะปรึกษาหารือกับหมอผีและคระผู้อาวุโสในหมู่บ้าน ประเพณีชีวิต การเกิดและการตั้งชื่อ เมื่อมีสมาชิกเกิดขึ้นมาใหม่ในบ้านจะให้คนนอกบ้านเห็นก่อนไม่ได้ ต้องบอกให้ผีรู้ก่อนโดยการทำพิธีของเข้าผี (ทิม เมี้ยน คู้) หมอผีทำพิธีทิมเมี้ยนคู้และตั้งชื่อให้เด็กภายใน 1-3 วัน หลังคลอด แต่ต้องเป็นวันดี หากเป็นวันไม่ดีก็ต้องเลื่อนไป โดยปกติแล้วชายเย้าจะมีชื่ออย่างน้อย 3 ชื่อ คือชื่อเล่น หรือชื่อเด็ก ชื่อจริงหรือชื่อใหญ่ และชื่อผี ชื่อเล่นหรือชื่อเด็กจะใช้ในตอนที่เป็นเด็กอยู่ โดยทั่วไปชื่อเด็กจะมี 2 คำ คือคำแรกเป็นคำที่แสดงลำดับที่เกิดของผู้ชายตามลำดับดังนี้ คือ เก๊า โหล ซาน สู อู หลู่ ฉี่ ป่า เจ๊าะ เสียบ หรือคำแรกอาจตั้งชื่อตามเหตุการณ์ตอนที่คลอด ส่วนคำที่สองจะเป็นคำเป็นคำที่ 2 ของพ่อ เช่นบุตรชายคนแรกของนายจ้อยว่าจะตั้งชื่อ เก๊าว่า แต่ถ้าเกิดในขณะที่มีแขกก็อาจจะตั้งชื่อว่า แคะว่า (แคะ หมายถึงแขก) ส่วนลูกที่ไม่มีพ่อใช้ชื่อแม่ตามท้าย ส่วนชื่อจริงหรือชื่อใหญ่นั้นมี 4 คำด้วยกันคือ คำแรกเป็นชื่อเรียกตามแซ่ คำที่ 2 เป็นชื่อเรียกตามรุ่นของแต่ละแซ่ เช่น แซ่เติ๋น (ภาษาจีน เรียกว่า ตั้ง) มีชื่อเรียกรุ่น 4 รุ่นคือ ว่าน ฟุ จ้อย จั่น คำที่ 3 เป็นชื่อตัว ส่วนคำที่ 4 เป็นชื่อพ่อ ตัวอย่างเช่น นายตั้งว่านจ่อย เม้ง ลูกจะมีชื่อเรียกว่า ตั้งฟุ จั่น จ้อย แต่ที่นิยมเรียกกันโดยใช้ชื่อจริงเพียง 2 คำกลางเท่านั้น เช่น ว่าน จ้อย และฟุ จั่น แต่เมื่อต้องการบอกแซ่ก็ใช้แซ่นำหน้าเป็น ตั้งว่านจ้อย ตั้งฟุจั่น ในกรณีที่กลัวซ้ำกันก็ใช้ชื่อพ่อตามท้ายอีกเป็น ตั้งฟุ จั่น จ้อย การตั้งชื่อจริงจะทำเมื่อลูกทั้งหมดโตแล้ว เพื่อมิให้เกิดการซ้ำกัน สำหรับชื่อผี จะตั้งเมื่อได้ผ่านพิธีกว่าตั้ง (พิธีบวช) แล้วและจะใช้เรียกเฉพาะในการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น ชื่อผีนั้นมี 3 คำคือ คำที่หนึ่งแสดงลำดับรุ่นของแซ่ คำที่ 2 จะเป็นชื่อที่หมอผีตั้งให้ คำที่ 3 แสดงลำดับที่ของครอบครัว ส่วนผู้ที่เคยผ่านพิธีโตไซมาแล้ว ก็จะมีคำว่า ล่อง ต่อท้ายชื่อผีอีกคำหนึ่ง ชื่อผู้หญิงนั้นมีชื่อเพียงชื่อเดียว โดยจะใช้ระบบเดียวกันกับการตั้งชื่อเด็กผู้ชาย แต่คำแรกของผู้หญิงนั้น เรียกตามลำดับดังนี้คือ หมวง ไหม ฟาม เฟย ฝัน เอียด ลิว แบ๊ด จั๊วะ เช่นลูกผู้หญิงคนโตของนายจ้อยว่ามีชื่อว่า หมวงว่า ผู้หญิงจะใช้ชื่อนี้ตลอดไป แต่เมื่อแต่งงานแล้วจะต้องใช้แซ่ของสามี และถ้าสามีผ่านพิธีโตไซมาแล้ว ก็มีคำว่า ซี ต่อชื่ออีกคำหนึ่ง ซึ่งจะใช้เรียกในพิธีเท่านั้น พิธีเรียกขวัญ เมื่อเย้าเจ็บไข้ได้ป่วยหรือได้รับภัยอันตรายก็จะทำพิธีเรียกขวัญ นอกจากนี้แล้วยังนิยมที่จะเรียกขวัญอย่างน้อยคนละหนึ่งครั้งต่อปี แต่เครื่องเซ่นไหว้ที่ใช้ในการทำขวัญและพิธีที่ทำจะต้องต่างกันตามช่วงอายุ โดยปกติแล้วจะใช้ไก่และหมู เมื่อมีอายุครบ 12 ปี 30 ปี 35 ปี และ 50 ปี ส่วนเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี นั้นจะใช้ไข่ 1 ฟอง กับไก่ 1 ตัว พิธีแต่งงาน ชายหญิงเย้า มีอิสระอย่างมากในการเลือกคู่ครองและสามารถมีเพศสัมพันธ์กันก่อนการแต่งงานได้ เมื่อทั้งสองฝ่ายเกิดความพอใจ ฝ่ายชายจะมาขอวัน เดือน ปี เกิด ของสายไปดูว่าจะอยู่ด้วยกันดีหรือไม่ หากดีก็จะทำการหมั้นและตกลงกันเพื่อกำหนดวันแต่งงาน โดยปกติแล้วการแต่งงานมี 2 แบบ คือ แบบใหญ่และแบบเล็ก การแต่งงานแบบใหญ่จะประกอบพิธีทุกอย่างที่บ้านเจ้าบ่าว ซึ่งจะใช้เวลาทั้งหมด 3-4 วัน เจ้าสาวจะปิดหน้าด้วยผ้าสีแดงที่ห้องลงมาจากโครงไม้บนศีรษะ ส่วนการแต่งงานเล็กนั้นจะลดขึ้นตอนลงมา โดยจะประกอบพิธีที่บ้านเจ้าสาวก่อน จึงไปประกอบพิธีที่บ้านเจ้าบ่าว ซึ่งใช้เวลาทั้งหมดรวม 2 วัน ในกรณีที่ฝ่ายชายไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าตัวเจ้าสาวได้ก็จะต้องไปอยู่ช่วยทำงานที่บ้านฝ่ายหญิงเป็นค่าตัวเจ้าสาวตามระยะเวลาที่ตกลงกันมี 3 ปี 6 ปี และ 12 ปี โดยปกติแล้วเย้าจะแต่งงานกับเย้าด้วยกัน ไม่นิยมที่จะแต่งงานกันภายในกลุ่มแซ่เดียวกัน แต่ถ้าเป็นกลุ่มแซ่ย่อยเดียวกันจะต้องห่างกันอย่างน้อย 3 รุ่นขึ้นไป เย้าสามารถมีภรรยาได้หลายคน แต่การแต่งงานครั้งใหม่จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคนแรกเสียก่อน ส่วนมากคนที่มีฐานะดีเท่านั้นที่จะมีภรรยาหลายคนได้ การหย่าร้างนั้นไม่ไม่ค่อยจะปรากฏ แต่ตามประเพณีนั้น หากฝ่ายภรรยาคบชู้ สามีอาจขอหย่าและเรียกปรับชายชู้และภรรยา แต่ถ้าหากสามีต้องการหย่าโดยที่ภรรยาไม่มีความผิดจะเรียกค่าปรับไม่ได้ พิธีทำบุญ (กว่าตั้ง) คำว่า "กว่าตั้ง" ในภาษาเย้ามีความหมายว่าแขวนตะเกียง ซึ่งน่าจะหมายความว่า เป็นการทำบุญเพื่อให้เกิดความสว่างขึ้น และถือว่าผู้ที่ผ่านพิธีนี้แล้วจะมีตะเกียง 3 ดวง แต่เย้าพยายามที่จะแปลความหมายว่า การบวชเพื่อให้ชาวพุทธเข้าใจความรู้สึกได้ดีขึ้น พิธีนี้ได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิเต๋า จะเห็นได้ว่า ในการประกอบพิธีกว่าตั้งนี้ จะต้องนำภาพผีใหญ่ทั้งหมดแขวนเพื่อเป็นสักขีพยานว่าบุคคลเหล่านี้ได้ทำบุญแล้ว และจะได้ขึ้นสวรรค์เมื่อตายไป จุดสำคัญของพิธีนี้คือการถ่ายทอดอำนาจบารมีจากหมอผี ซึ่งในขณะที่กำลังทำพิธีนี้หมอผีจะมีฐานะเป็นอาจารย์ของผู้เข้าร่วมพิธีอีกฐานะหนึ่ง และผู้ผ่านพิธีนี้จะต้องเรียกผู้ที่ถ่ายทอดบุญบารมีนี้ว่า อาจารย์ตอลดไป ผู้ที่เป็นอาจารย์ไม่จำเป็นต้องเป็นหมอผีเสมอไปแต่ต้องผ่านการทำพิธี "กว่าตั้ง" หรือโตไซ) ส่วนพิธีทำบุญแขวนตะเกียงในระดับที่สูงขึ้นไปเรียกว่า โตไซ ผู้ที่ผ่านพิธีโตไซนี้จะมีตะเกียงทั้งหมด 12 ดวง พิธีโตไซนี้จะใช้หมอผีอย่างน้อย 12 คน และต้องมีภาพผีใหญ่ทั้ง 12 ชุด ใช้เวลาประกอบพิธีทั้งหมด 7 วัน พิธีศพ ศพนั้นจะฝังหรือจะเผาก็ได้ ขึ้นอยู่กับความประสงค์ของญาติผู้ตายและสภาพพื้นที่ของแต่ละหมู่บ้าน สิ่งที่สำคัญคือความสะดวกในการฝังหรือเผา ศพหรือกระดูกของผู้อาวุโสที่ฝังไว้จะต้องไม่ถูกรบกวนจากผู้อื่น ในปัจจุบันนี้เย้านิยมเผาก่อนแล้วจึงนำกระดูกไปฝังในที่ที่ปลอดภัย ปราศจากการรบกวนใด ๆ ศพที่ตายดีจะต้องนำศพหรือกระดูกไปฝัง ส่วนศพเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ศพที่ตายจากเหตุไม่ปกติ และศพของผู้ชายที่ไม่เคยผ่านพิธีกว่าตั้งมาก่อน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกที่ฝังมากนัก อาจฝังที่ใดก็ได้ หรือเผยเลยก็ได้ สำหรับศพของผู้ที่เคยผ่านพิธีโตไซ และภรรยาจะทำพิธีส่งวิญญาณให้ขึ้นสวรรค์ และต้องมีการเลี้ยงผีใหญ่ ในพิธีศพนั้นจะต้องนำภาพผีใหญ่มาแขวนด้วย เทศกาลและประเพณีสำคัญ เย้าจะนับวัน เดือน ปี ตามแบบปฏิทินของจีนคือในรอบ 1 ปี จะมีเดือนทั้งหมด 12 เดือน เดือนใหญ่มี 30 วัน และเดือนเล็กจะมี 29 วัน เย้าไม่มีการนับวันเป็นสัปดาห์แต่จะนับเป็นรอบ 12 วัน โดยเรียกชื่อวันเป็นชื่อสัตว์ 12 ชื่อ เหมือนกับรอบ 12 ปี เทศกาลและประเพณีที่สำคัญของเย้ามี ดังนี้ เทศกาลปีใหม่ ตรงกับวันตรุษจีน มีการประกอบพิธีทั้งหมด 3 วัน โดยวันแรกถือว่าเป็นวันสิ้นปีเก่า จะเตรียมของใช้ที่ใช้ทุกอย่างให้เรียบร้อย วันสิ้นปีนี้ เขาจะซักผ้า ทำความสะอาดบ้าน วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จะทำการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ ซึ่งบางบ้านอาจได้ทำมาก่อนแล้วภายใน 1 สัปดาห์ วันที่ 2 ซึ่งตรงกับวันตรุษจีนนั้นถือว่าเป็นวันปีใหม่ หรือวันถือ เย้าจะทำแต่สิ่งที่เป็นมงคลเท่านั้น เช่น สอนให้เด็กเรียนหนังสือ หัดให้เด็กทำงาน นำสิ่งที่ดีเข้าบ้านและจะไม่ทำบางสิ่งบางอย่างที่ถือว่าเรื่องไม่ดี เช่น จ่ายเงิน ทำงานหนัก ส่วนวันที่ 3 นั้น ตามประเพณีแล้ว เย้าจะไปทำความเคารพบุคคลที่เคารพนับถือ แต่ในปัจจุบันนี้ทำกันบางหมู่บ้านเท่านั้น เทศกาล เซ็งเม้ง ตรงกับวันเช็งเม้งของคนจีน เย้าจะทำพิธีเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษและหยุดงาน 1 วัน เทศกาล เจียะ เจียบ เฝย ตรงกับวันที่ 14 เดือน 7 (ตรงกับสารทจีน) ตามปฏิทินจีน เทศกาลนี้เย้าถือว่าเป้นวันปีใหม่ของผีทั้งหลายและเป็นเทศกาลที่สำคัญก่อนที่จะถึงวันที่ 14 หนึ่งวัน เขาจะเตรียมสิ่งของต่าง ๆ ที่จะใช้ในพิธีกรรม เช่น กระดาษ ขนม เมื่อถึงวันที่ 14 จะทำการเซ่นไหว้ผีต่าง ๆ ทั้งหมด วันที่ 15 เดือน 7 ถือว่าเป็นวันปล่อยผี จะไม่ไปทำงานในไร่ ข้อห้ามและข้อปฏิบัติบางประการเฉพาะบุคคลภายนอก ห้ามเข้าหมู่บ้าน วันเสียวันแรกของปีใหม่และวันต่อไป รวม 2 วัน ห้ามเข้าในบ้านเมื่อมีเด็กเกิดใหม่ 1-3 วันแรกจนกว่าหมอผีจะทำพิธีเสร็จ ห้าเข้าในบ้านเมื่อมีพิธีเลี้ยงผีใหญ่ พิธีสะเดาะเคราะห์ และขณะต้มกลั่นสุรา ไม่ควรปักตะเกียงบนถ้วยข้าวเหมือนการปักธูป ห้ามคว่ำถ้วยข้าวหรือแก้วเหล้า เวลามีการเลี้ยงผีไม่ควรรับประทานอาหารก่อนเจ้าของบ้านและไม่ควรรับประทานไก่หรือไข่ที่ใช้เลี้ยงผี ห้ามนำผลผลิตครั้งแรกที่เก็บเกี่ยวได้มารับประทาน ห้ามรับประทานเนื้อสุนัขในหมู่บ้าน ข้อห้ามอื่น ๆ ห้ามทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ในบริเวณประตูผี ห้ามยิงปืนในหมู่บ้าน ห้ามจับหิ้งผีและห้ามจับภาพผีใหญ่ในบ้าน ห้ามปีนขึ้นยุ้งข้างหรือยุ้งข้าวโพด ห้ามเข้าห้องนอนก่อนได้รับอนุญาต ห้ามพูดขู่เด็กว่าจะเอาของมีคม หรืออาวุธทำร้ายเด็ก |
|
WWW.watsrisoda.com ลิขสิทธิ์ © 2003 [วัดศรีโสดา] สงวนลิขสิทธิ์ ปรับปรุงแก้ไข: 05/01/48 |