![]() |
|
กะเหรี่ยง|แม้ว|เย้า|มูเซอ|ลีซอ|อีก้อ|ลัวะ|ถิ่น|ขมุ|ผีตองเหลือง|ปะดอง|ปะหล่อง|12 ชนเผ่า|วัดศรีโสดา|โครงการพระธรรมจาริก| |
|
|
|
การแบ่งกลุ่มย่อยและประวัติความเป็นมา แม้วเป็นชนกลุ่มหนึ่งซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศจีนและประเทศต่าง ๆ ในเอเชียอาคเนย์ คือ เวียตนาม เมียนมาร์ ลาว และประเทศไทย ชาวเขาเผ่าแม้วที่อยู่ในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มคือ แม้วขาว และแม้วเขียว การแบ่งชื่อกลุ่มย่อยดังกล่าว แบ่งตามการเรียกชื่อของเขาเอง กล่าวคือ แม้วขาวเรียกตัวเองว่า "ฮม้ง เต๊อว์" และแม้วเขียวเรียกตนเองว่า "ฮม้ง จั๊ว" การเรียกชื่อกลุ่มย่อยแม้วเขียวในประเทศไทยมีขื่อเรียกโดยคนต่าง ๆ เผ่าว่า "แม้วน้ำเงิน" "แม้วลาย" "แม้วดอก" "แม้วดำ" ซึ่งชื่อเหล่านี้ต่างหมายถึง "แม้วเขียว" ทั้งสิ้น แต่ชื่อที่นิยมใช้เรียกกลุ่มนี้มีมากที่สุดคือ "แม้วน้ำเงิน" นักภาษาศาสตร์ได้จัดแม้วให้อยู่ในตระกูลภาษาแม้ว-เย้า ในกลุ่มภาษจีน-ธิเบต อย่างไรก็ดี ความเห็นในการจัดกลุ่มดังกล่าวเป็นเพียงความเห็นหนึ่งซึ่งได้รับการยอมรับกันแพร่หลายเท่านั้น ซึ่งถ้าพิจารณาในแง่ของการพัฒนาแล้ว จะเห็นได้ว่าความรู้ที่ได้จากากรจัดกลุ่มภาษานั้น อาจใช้ประโยชน์ได้น้อยในทางปฏิบัติ โดยเหตุที่ว่าความสัมพันธ์ทางภาษานั้นยังไม่สามารถที่จะแสดงถึงความสัมพันธ์กันทางสังคม เศรษฐกิจและวัฒนธรรมระหว่างกลุ่มคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพการณ์ปัจจุบันที่ชาวเขามีการติดต่อกับโลกภายนอกมากขึ้นกว่าในอดีต การกระจ่ายตัวของประชากร ปัจจุบันแม้วในประเทศไทย กระจายตัวอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ ของประเทศไทย 13 จังหวัด คือกำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง สุโขทัย และเลย มีจำนวนหมู่บ้าน 223 หมู่บ้าน 15,177 หลังคาเรือน ประชากร 118,779 คน คิดเป็นร้อยละ 15.77 ของจำนวนประชากรชาวเขาทั้งหมดในประเทศไทย แม้วมีประชากรมากเป็นอันดับสอง รองลงมาจากเผ่ากะเหรี่ยง ในด้านการกระจายตัว ของประชากร แม้วเป็นเผ่าที่มีการกระจายตัวไปในหลายจังหวัด เพราะอดีตมีการอพยพเลื่อนย้ายกันบ่อยมาก เมื่อคิดจากจำนวนประชากรและจำนวนหลังคาเรือนทั้งประเทศ ปรากฏว่าจำนวนประชากรโดยเฉลี่ยต่อหลังคาเรือน 7.83 คน ขนาดครัวเรือนจึงมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เนื่องจากแม้วนิยมการอยู่ร่วมกันเป็นแบบครอบครัวขยาย คือมีหลายครอบครัวอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน ครอบครัวแบบขยายนอกจากจะเป็นลักษณะครอบครัวตามประเพณีแม้วแล้ว การอยู่ร่วมกันยังจะให้ผลประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจอีกด้วย เนื่องจากมีกำลังแรงงานมากในครัวเรือน ซึ่งจะเห็นได้ชัดเจนจากการศึกษาของนักวิจัยชาวต่างประเทศคนหนึ่งชื่อ "คูเปอร์ ที่บ้านผาปู่จอม อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าครัวเรือนซึ่งเป็นครัวเรือนที่มีรายได้มากว่า 6,000 บาทขึ้นไปมีสมาชิกตั้งแต่สิบคนขึ้นไปทั้งสิ้น ส่วนครัวเรือนซึ่งมีสมาชิก 4 คน ซึ่งมีอยู่ 6 หลังคาเรือน ล้วนแล้วแต่มีรายได้รวมไม่เกิน 3,000 บาท การตั้งถิ่นฐาน การตั้งถิ่นฐานของแม้ว ส่วนใหญ่จะตั้งถิ่นฐานเป็นแบบหมู่บ้าน ขนาด 20-30 หลังคาเรือน วิลเลียม อาร์ เกดเดส นักมานุษยวิทยาชาวออสเตรเลียได้ศึกษาถึงกระบวนการตั้งถิ่นฐานการขยายตัวของหมู่บ้าน และการตั้งหมู่บ้านของแม้วพบว่าขนาดของหมู่บ้านมักจะขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดินและความกว้างของพื้นที่ เมื่อมีการตั้งหมู่บ้านขึ้นในระยะแรกพื้นที่ที่ใช้ประกอบการเกษตรมักจะอยู่รอบ ๆ หมู่บ้าน และไม่ไกลจากหมู่บ้านนัก แต่เมื่อมีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นหรือมีการอพยพประชากรเข้ามาในหมู่บ้าน ทำให้ระยะทางจากไร่ถึงหมู่บ้านมีระยะไกลขึ้น ก่อนให้เกิดความยากลำบากในการเดินทาง ดังนั้น จึงได้มีการสร้างกระท่อม หรือบ้านแบบง่าย ๆ ขึ้นในไร่ เพื่อใช้อยู่อาศัยเป็นการชั่วคราว และในหลายกรณี สมาชิกในหมู่บ้านจะอยู่อาศัยในกระท่องที่ไร่เป็นระยะเวลานาน โดยจะทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ในหมู่บ้านให้เด็กและผู้สูงอายุเป็นผู้ดูแล ในระยะต่อมาที่อยู่อาศัยชั่วคราวในไร่จะก่อตัวเป็นหมู่บ้านใหม่ และบางครอบครัวจะอพยพไปหาที่ดินทำกินในแหล่งอื่น ระบบครอบครัวและเครือญาติ ระบบครอบครัวและเครือญาติคือ การจัดรูปแบบความสัมพันธ์ของบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดหรือสัมพันธ์กันเนื่องจากแต่งงานกัน หรือบุคคลที่สังคมแม้วระบุว่าเป็นเครือญาติกันแม้ว่าจะมิได้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดหรือการแต่งงาน ความสัมพันธ์เหล่านี้ออกมาในรูปแบบต่าง ๆ กันดังต่อไปนี้ คือ 1. ความสัมพันธ์แบบครอบครัว เป็นความสัมพันธ์ในรูปแบบหนึ่งระหว่างสมาชิกในครัวเรือนเดียวกันนับว่าเป็นความสัมพันธ์ที่กระชับที่สุดในสังคมแม้ว สมาชิกในครัวเรือนจะมีความผูกพัน ความสนิทสนม ความรักใคร่ปรองดองกันมากกว่าบุคคลอื่น ๆ นอกครัวเรือน หน่วยที่เล็กที่สุดในครัวเรือนได้แก่ ครอบครัวเดี่ยวซึ่งประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูก หรือเป็นความสัมพันธ์ในแบบพ่อแม่และลูก นอกจากนี้ยังอาจมีหลายครอบครัวในครัวเรือนเดียวกัน ซึ่งจัดว่าเป็นครอบครัวแบบขยาย ดังนั้น ครอบครัวแบบขยายจึงมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติขยายขอบเขตออกไปเป็นความสัมพันธ์แบบ ปู่ย่า พ่อแม่ ลูกหลาน พี่เขย พี่สะใภ้ น้องเขย น้องสะใภ้ เป็นต้น คือมีสมาชิกมากกว่าสองชั่วรุ่นอายุคน ความสัมพันธ์ในแบบนี้ แม้วเรียนว่า "ฮี้ เจ๋ เหน่งฮ์" ซึ่งมีความหมายว่า "คนในบ้านเดียวกัน" โดยปกติแม้วมักจะนิยมตั้งครอบครัวเป็นแบบครอบครัวขยาย คือบุตรชายที่แต่งงานแล้ว จะพาฝ่ายสาวมาอยู่รวมในบ้านหลังเดียวกันกับพ่อแม่ของตน ในทางกลับกันบุตรหญิงที่แต่งงานแล้ว จะแยกครอบครัวไปอยู่กับบิดามารดาของฝ่ายชาย การประกอบการเกษตรโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวของสมาชิกในครัวเรือนเดียวกัน ซึ่งเป็นครอบครัวแบบขยายจะกระทำร่วมกัน ซึ่งมักจะไม่แยกว่าพื้นที่ส่วนใดเป็นของครอบครัวไหน ผลผลิตที่ได้มาเป็นกองกลางสำหรับสมาชิกในครัวเรือน ส่วนกิจกรรมทางการเกษตรอื่น ๆ เช่น การปลูกข้าวโพด การปลูกฝิ่น เป็นต้น อาจมีการแยกกันทำเป็นการส่วนตัวในครอบครัวต่าง ๆ ของครัวเรือน ซึ่งขึ้นอยู่กับความสมัครใจของแต่ละครอบครัว นอกจากครัวเรือนจะเป็นหน่วยผลิตที่สำคัญแล้ว ยังเป็นแหล่งที่มาของกิจกรรมอื่น ๆ ที่สำคัญของสังคมอีกด้วย เช่น การอบรมเลี้ยงดูสมาชิก การถ่ายทอดค่านิยม ความเชื่อ ตามวัฒนธรรมประเพณี การประกอบพิธีกรรมทางความเชื่อ เป็นต้น. 2. ความสัมพันธ์แบบสายตระกูล เป็นความสัมพันธ์อีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ที่มีระดับกว้างกว่าความสัมพันธ์ในครัวเรือนขอบเขตความสัมพันธ์แบบนี้เป็นไปตามการนับถือเครือญาติในวัฒนธรรมของแม้ว เรียกว่า "อี้ จั๊ว กื๋อ ตี้" ซึ่งหมายความว่า "พี่น้องกลุ่มหนึ่ง" แม้วมีการสืบเชื้อสายทางฝ่ายชาย การสืบเชื้อสายที่แสดงความเป็นเครือญาติในสายตระกูลเดียวกันนี้จะมีขอบเขตไปถึงห้าชั่วรุ่นอายุคน คือนับตั้งแต่ รุ่นลูก ฤหมีหยัวะ) รุ่นพ่อ-แม่ (ตลี-เหนียะ) รุ่นปู่-ย่า (เหย่อร์-ป่อฮ์) รุ่นทวด (ก๊ง) และรุ่นพ่อแม่ของทวด (ซั๊ว) ดังนั้น ในระหว่างแม้วด้วยกัน ถ้าสามารถสืบได้ว่าสืบเชื้อสายโดยตรงมาจากทั้งห้ารุ่นดังกล่าวถือว่าเป็นสายตระกูลเดียวกันทั้งสิ้น และผู้ที่อยู่ในสายตระกูลเดียวกันจะมีเครื่องแสดงที่สำคัญอยู่อย่างหนึ่งคือ การนับถือผีบรรพบุรุษชนิดเดียวกันหรือที่แม้วเรียกว่า "สึกั้ง" หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ แม้วในแต่ละสายตระกูลจะมีผีบรรพบุรุษแต่ละชนิดเป็นของตนเอง บรรดา "สึกั้ง" ที่แม้วนับถือนั้นได้แก่บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วที่นอกเหนือไปจากชั่วรุ่นพ่อแม่ของทวด (ซั้ว) ซึ่งเชื่อว่าบรรพบุรุษเหล่านี้จะคอยปกป้องคุ้งครองภัยให้แก่ลูกหลายที่ยังมีชีวิตอยู่ จะเห็นได้ว่า กลุ่มสายตระกูลของแม้วเป็นกลุ่มทางสังคมขนาดใหญ่ ดังนั้นสมาชิกในกลุ่มสังคมนี่จะประกอบด้วยครัวเรือนต่าง ๆ หลายครัวเรือนและย่อมจะมีครัวเรือนที่อยู่ต่างหมู่บ้านกัน ความผูกพันทางสังคมของสมาชิกที่อยู่ในสายตระกูลเดียวกันแสดงออกโดยการเข้าร่วมในพิธีกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญเช่น พิธีแต่งงาน และพิธีศพ เป็นต้น นอกจากนี้ ครัวเรือนของพี่น้องที่อยู่ในสายตระกูลเดียวกันมักจะตั้งอยู่ใกล้ชิดกัน และแม้ว่าแต่ละครัวเรือนจะประกอบการเกษตรแยกจากกันแต่ก็อาจมีการช่วยเหลือกันในกรณีที่มีความต้องการแรงงานในไร่มาก หรือในกรณีที่เกิดการเจ็บป่วยและอาจมีการช่วยเหลือเลี้ยงดูแลเด็กด้วย การอพยพของครัวเรือน มักจะนิยมอพยพไปยังหมู่บ้านที่มีครัวเรือนที่เป็นสายตระกูลเดียวกัน สำหรับการแผ่กระจายของสายตระกูลออกไปอย่างกว้างขวางในหมู่บ้านต่าง ๆ นั้นก่อให้เกความมั่นคงทางเศรษฐกิจภายในระบบการเกษตรแบบการทำไร่เลื่อนลอย โดยที่ครอบครัวของสายตระกูลตามหมู่บ้านต่าง ๆ จะเป็นแหล่งที่ให้ข่าวสารเกี่ยวกับพื้นที่ทำมาหากินที่อุดมสมบูรณ์ทำให้ญาติพี่น้องที่อยู่อาศัยในพื้นที่อื่น ที่ขาดแคลนทรัพยากรได้มีโอกาสอพยพเข้าไปตั้งหลักแหล่งใหม่ในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์กว่าที่เดิม 3. ความสัมพันธ์แบบแซ่ตระกูล เป็นความสัมพันธ์ทางเครือญาติในอีกระดับหนึ่งซึ่งกว้างขวางกว่า ความสัมพันธ์ในแบบครัวเรือน และแบบสายตระกูล ความสัมพันธ์ในแบบนี้มีแซ่ตระกูลหรือที่แม้วเรียกว่า "เส่ง" เป็นตัวกำหนดความเป็นเครือญาติในระดับนี้ แม้ว่าสมาชิกบางคนหรือหลาย ๆ คนจะไม่ได้มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดเลย แต่วัฒนธรรมของแม้ว ก็ได้กำหนดให้บุคคลใช้แซ่เดียวกัน มีความเป็นพี่น้อง หรือเป็นเครือญาติกัน ดังนั้นชายหญิงที่มีแซ่เดียวกันจึงไม่สามารถที่จะแต่งงานหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศ ข้อห้ามดังกล่าวยังได้ครอบคลุมไปถึงแม้วทั้งสองกลุ่ม คือแม้วขาวและแม้วเขียวที่ใช้แซ่เดียวกัน จะเห็นได้ว่า การจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางสังคมในแบบนี้เป็นการจัดที่กว้างขวาง และรวมสมาชิกเข้าไว้เป็นจำนวนมากมาย ดังจะเห็นได้ว่าแม้วในประเทศไทยมีจำนวน 118,779 คน แต่มีแซ่ตระกูลของแม้วที่อยู่ในประเทศไทยเพียง 14 แซ่คือ แซ่ท่อ, แซ่ว่า, แซ่ย่า, แซ่ซ่ง, แซ่หะ, แซ่วื่อ, แซ่เฮ่อ, แซ่หมั่ว, แซ่หลี่, แซ่โล่ว, แซ่จ๊า, แซ่ฟ่า, แซ่ค้า, แซ่กื่อ อย่างไรก็ตามการที่แม้วมีแซ่ตระกูลมิได้เพียงเพื่อให้บุคคมีนามสกุลหรือแซ่เท่านั้น แต่วัฒนธรรมของเขายังได้กำหนดหน้าที่บุคคลพึงกระทำต่อบุคคลอื่น ๆ ที่มีแซ่เดียวกัน เช่น การให้ที่พักและอาหารแก่คนแซ่ตระกูลเดียวกันที่เข้ามาเยี่ยมเยียนในหมู่บ้านแม้ว่าจะมิได้มีความสัมพันธ์ในแบบสายตระกูลก็ตาม 4. ความสัมพันธ์แบบแซ่ตระกูล เป็นความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจากการแต่งงานระหว่างชายและหญิง ซึ่ง สามารถจัดได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ทางเครือญาติในอีกรูปแบบหนึ่งระหว่างบุคคลต่างแซ่ตระกูล แต่เป็นการถือเครือญาติที่ไม่กว้างขวางนักซึ่งโดยปกติมักจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่าสองครัวเรือนที่ชายและหญิงแต่งงานกัน กล่าวคือฝ่ายชายจะเรียกครอบครัวของฝ่ายหญิงว่า "เน่ง จา" ซึ่งหมายความว่า "ครอบครัวของภรรยา" ได้แก่พ่อแม่พี่น้องของภรรยา ความสำคัญของการจัดเครือญาติในแบบนี้คือเป็นการเชื่อมโยงระหว่างแซ่ตระกูลต่าง ๆ กัน ก่อให้เกิดเป็นสังคมแม้วรวมทั้งหมด แม้ว่าจะไม่เป็นความสัมพันธ์ที่กว้างขวางอย่างในระดับสายตระกูลก็ตาม 5. ความสัมพันธ์ของฝ่ายชายกับครอบครัวของภรรยาอยู่ในข้อกำหนดที่ว่าถ้าพ่อของภรรยาเสียชีวิตลงเป็นหน้าที่ของสามีที่จะต้องฆ่าวัวให้แก่ครอบครัวภรรยานอกจากนี้ฝ่ายชายเมื่อแต่งงานก็อาจไปอยู่กับครอบครัวฝ่ายหญิงเพื่อทำงานให้แก่พ่อตา เพื่อทดแทนค่าสินสอดในกรณีที่ไม่มีเงินค่าสินสอด กล่าวโดยสรุป การจัดระเบียบทางสังคมของแม้ว เป็นการจัดระเบียบที่อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของความเป็นเครือญาติ ทั้งนี้โดยเริ่มตั้งแต่ครอบครัว สายตระกูลและแซ่ตระกูล โดยมีความสัมพันธ์ทางการแต่งงานเป็นเครื่องเชื่อมโยงแซ่ตระกูลต่าง ๆ จึงทำให้ติดต่อสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ระบบความเชื่อ โดยทั่วไป แม้วมีความเชื่อแบบนับถือผี ผสมกับการบูชาบรรพบุรุษ สาระสำคัญของระบบความเชื่อดังกล่าว ได้แก่ ความเชื่อในเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติ อย่างไรก็ตามมิได้หมายความว่าแม้วมองปรากฏการณ์หรือพฤติกรรมต่าง ๆ ว่าอยู่ภายใต้การบงการของอำนาจเหนือธรรมชาติทั้งสิ้น แต่หมายความว่าความเชื่อเรื่องอำนาจเหนือธรรมชาติ มีความสำคัญอยู่ในวัฒนธรรมและสังคมของเขา
สิ่งเหนือธรรมชาติตามระบบความเชื่อของแม้ว สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ ผีต่าง ๆ
และขวัญ ซึ่งจะได้แยกพิจารณาออกไป ดังนี้ ความเชื่อเรื่องผี
ความเชื่อเรื่องขวัญ ขวัญเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติอย่างหนึ่ง แต่ไม่ได้มีลักษณะเหมือนมนุษย์ อย่าง "เน้ง" และ "ด๊า" แม้วเรียกขวัญว่า "ปลี่ว์" ซึ่งเชื่อว่าอยู่ในร่างกายของมนุษย์ตั้งแต่ 4-9 แห่ง แล้วแต่ความเชื่อถือ เมื่อขวัญบางส่วนออกไปจากร่างกายมนุษย์จะทำให้มนุษย์เกิดการเจ็บป่วย การตายของมนุษย์แสดงว่าขวัญออกไปจากร่างกายทั้งหมด ดังนั้น มนุษย์จึงต้องระวังมิให้ขวัญเกิดการตกใจ ซึ่งจะทำให้ขวัญหนีออกไปจากร่างกายของมนุษย์ จึงมีการบำรุงรักษาขวัญหรือมัดขวัญอยู่สม่ำเสมอ และมีพิธีเรียกขวัญกลับมาถ้าหากขวัญหนีออกไปจากร่างกาย ผู้ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติได้แก่ หมดผี (ตสี เน้ง) เมื่อมีผู้ใดเจ็บป่วยหรือประสบภัยพิบัติต่าง ๆ หมอผีจะทำหน้าที่ตรวจสอบว่า เกิดจากการกระทำของผีชนิดไหนหรือสาเหตุของการป่วยไข้เกิดจากอะไร ทั้งนี้อาจจะกระทำได้โดยการใช้ไม้คู่เสี่ยงทาย (กัวะ) หรือการประกอบพิธีติดต่อกับผี (อัว เน้ง) เพื่อหาวิธีบรรเทา หรือรักษาอาการเจ็บป่วยหรือภัยพิบัติต่าง ๆ ดังได้กล่าวมาแล้วว่า แม้วไม่ได้พิจารณาว่าอาการเจ็บหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ว่า เกิดจาการกระทำของอำนาจเหนือธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว ดังนั้นในการรักษาความเจ็บป่วยนอกจากการใช้หมอผี หรือ "ตสี เน้ง" แล้ว ยังอาจที่จะใช้หมอยาหรือ "กื่อ ชั่ว" ก็ได้ หมอยานี้มิได้เป็นผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อกับผี แต่เป็นผู้ที่มีความชำนาญในการใช้ยากลางบ้านหรือสมุนไพร ระบบเศรษฐกิจ ปัจจุบันไม่อาจกล่าวได้ว่า แม้วเป็นสังคมที่มีการประกอบการเกษตรเพียงอย่างเดียว เนื่องจากหมู่บ้านแม้วในท้องที่อำเภอและจังหวัดต่าง ๆ ได้รับอิทธิพลจากภายนอกและการพัฒนาจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ ในระดับมากน้อยต่างกัน สภาพดังกล่าวทำให้ระบบการเกษตรมีความแตกต่างกันตั้งแต่การเกษตรแบบทำไร่เลื่อนลอยแบบหมุนเวียนไปจนถึงแบบถาวร นอกเหนือจากการเกษตร ก็มีการอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองจำนวนมาก แม้วมีลักษณะนิสัยที่เด่นอย่างหนึ่งคือ เป็นคนขยันขันแข็งในการทำงาน มีความชำนาญด้านการซื้อขายสินค้า จึงทำให้มีแม้วจำนวนหนึ่งอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองเป็นเจ้าของร้านค้า เป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีพอสมควร อาชีพในเมืองของชาวเขาเผ่านี้มีมากมายหลายประเภท เช่นเป็นเจ้าของกิจการขายสินค้าในตลอดในท์บาซ่าร์ในเมืองเชียงใหม่ ขายพืชผัก ผลไม้ ดอกไม้ ทำกิจการค้าด้านธุรกิจท่องเที่ยว เป็นข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ บวชเป็นพระภิกษุสามเณร ฯลฯ |
|
WWW.watsrisoda.com ลิขสิทธิ์ © 2003 [วัดศรีโสดา] สงวนลิขสิทธิ์ ปรับปรุงแก้ไข: 05/01/48 |