![]() |
|
กะเหรี่ยง|แม้ว|เย้า|มูเซอ|ลีซอ|อีก้อ|ลัวะ|ถิ่น|ขมุ|ผีตองเหลือง|ปะดอง|ปะหล่อง|12 ชนเผ่า|วัดศรีโสดา|โครงการพระธรรมจาริก| |
|
|
|
ประวัติความเป็นมา ลีซอเรียกตนเองว่า "ลีซู" เป็นชาวเขาเผ่าหนึ่งที่มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ต้นน้ำสาละวิน และแม่น้ำโขงทางตอนเหนือของประเทศธิเบต และทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนานในประเทศจีน ได้อพยพลงมาทางใต้เนื่องจากเกิดการสู้รบกันกับชนเผ่าอื่นนับเวลาหลายศตวรรษ ลีซอได้ร่นถอนเรื่อยลงมาจนในที่สุดก็แตกกระจายกันอยู่ในเมียนมาร์ จัน อินเดีย และประเทศไทย สำหรับการอพยพเข้ามาอยู่ในประเทศไทยครั้งแรก จากการสอบถามลีซอคนเฒ่าคนแก่ที่บ้านลีซอดอยช้าง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ได้ข้อมูลว่าเข้ามาระหว่างปี พ.ศ. 2462-2464 อพยพมาจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของเมืองเชียงตุงประเทศเมียนมาร์ เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านลีซอดอยช้าง อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ปัจจุบันหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงมีอยู่ประมาณ 80 หลังคาเรือนเศษ การแบ่งกลุ่มและการกระจายตัวของประชากร การแบ่งกลุ่มลีซอแบ่งกลุ่มย่อยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ลีซอลายและลีซอดำ ลีซอลายหรือบางทีก็เรียกว่าลีซอลูกผสม (เขาเรียกว่าลีซูผิว์-ผิว์ แปลว่าลูกผสม) ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศไทย สำหรับลีซอดำส่วนใหญ่อยู่ในประเทศเมียนมาร์และจีน ในประเทศไทยมีลีซอดำอยู่จำนวนน้อย คือมีเพียงไม่กี่คน ลักษณะที่แตกต่างกันระหว่าง 2 กลุ่ม คือการแต่งกายและภาษาพูดไม่เหมือนกัน ภาษาพูดนั้นแตกต่างกันเป็นบางคำแต่พอจะฟังกันเข้าใจ การกระจายตัว ลีซอมีอยู่ในประเทศจีน อินเดีย เมียนมาร์และประเทศไทย ในประเทศไทยมีอยู่ใน 9 จังหวัดคือ เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา แม่ฮ่องสอน ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ ลำปางและแพร่ ประชากรลีซอในประเทศไทยมีจำนวน 141 หมู่บ้าน 5,079 หลังคาเรือน ประชากร 31,046 คนคิดเป็นร้อยละ 4,12 ของประชากรชาวเขาทั้งหมดในประเทศไทย ระบบสังคม ครอบครัวลีซอ โดยทั่วไปมีลักษณะเป็นครอบครัวเดี่ยว ประกอบด้วย พ่อแม่ ลูก บางครอบครัวมีลักษณะเป็นครอบครัวขยาย เช่น ครอบครัวที่บุตรชายแต่งงานกับหญิงสาวแล้วหญิงสาวเข้ามาอยู่ในบ้านของฝ่ายชายหรือชายเข้าไปอยู่ในครอบครัวของพ่อแม่ฝ่ายหญิง เนื่องจากต้องไปชดเชยแรงงานเป็นค่าสินสอดของฝ่ายหญิง แต่เมื่อถึงเวลาที่สมควรหรือเหมาะสม ชายหญิงที่แต่งงานกันก็จะแยกตัวไปเป็นครอบครัวใหม่ขึ้นเช่นเดียวกันกับครอบครัวของสังคมไทยเรา อย่างไรก็ตาม ลีซอนิยมตั้งบ้านเรือนหรือตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้กันกับญาติที่เป็นพี่เป็นน้องหรือมีแซ่สกุลเดียวกัน แซ่สกุลของลีซอมีประมาณ 20 แซ่สกุลเศษ มีทั้งสืบเชื้อสายมทาจากจีนและที่เป็นลีซอแท้ ๆ สำหรับที่เป็นลีซอแท้ ๆ มีน้อยกว่าแซ่สกุลที่สืบเชื้อสายมาจากจีน แต่ละแซ่สกุลเขารู้จักกันดี ไม่ว่าจะอยู่ในท้องที่จังหวัดใด มีการเคารพนับถือกันตามลำดับชั้น เมื่อเป็นแซ่สกุลเดียวกัน และอยู่ในกลุ่มย่อยของแซ่สกุลเดียวกัน จะเกี้ยวพาราสีหรือแต่งงานกันไม่ได้ ลีซอนิยมหรือต้องการมีบุตรชายมากกว่าบุตรสาว อ้างว่าบุตรชายเมื่อเติบโตขึ้นสามารถเลี้ยงดูบิดามารดาได้ แต่บุตรสายเมื่อเติบโตขึ้นแต่งงานแล้วจะต้องไปอยู่กับฝ่ายชาย การเลี้ยงดูบุตร ทั้งบิดามาดาช่วยกันเลี้ยงดูหรือบางทีปู่ ย่า เป็นผู้เลี้ยงดูเด็ก ในขณะที่พ่อแม่ไปทำงาน ปัจจุบันเมื่อเด็กอายุ 7-8 ขวบ ส่วนใหญ่นิยมให้เด็กเข้าโรงเรียนในหมู่บ้าน หรือโรงเรียนที่อื่น เมื่ออายุ 10 ปีขึ้นไป พ่อแม่จะแยกให้เด็กหญิงเด็กชายนอนกันคนละแห่ง เพื่อป้องกันการกระทำความผิดทางเพศระหว่างญาติพี่น้องท้องเดียวกัน การเกี้ยวพาราสี ปกติชายหนุ่มหญิงสาว จะไม่เกี้ยวพาราสีกันเมื่อพบกันในหมู่บ้าน แต่มีเวลาและโอกาสเกี้ยวกัน ดังนี้
จะพูดจาเกี้ยวพาราสีกระซิบกระซาบรำพึงรำพันถึงความรัก ความคิดถึงต่อหญิงสาว หากสาวพอใจ ชายหนุ่มอาจจะบอกและให้ของที่ระลึกหรือเงินทองเป็นการมัดจำหญิงสาวไว้ก่อน และมาตกลงแต่งงานกันภายหลัง คำพูดเกี้ยวสาว "งัวะอะสีอะสีหมะหยัวะงัวะงีมาเถ่มาหยัวะ" แปลว่า "อะไรอะไรผมก็ไม่มี มีเพียงหัวใจดวงเดียวเท่านั้น" การแต่งงาน การแต่งงานลีซอถือว่าเป็นการซื้อหญิงสาว ถ้าไม่มีเงินเพียงพอก็ต้องไปอยู่บ้านพ่อแม่ฝ่ายหญิงทำงานชดใช้เงินค่าสินสอดตามที่ตกลงกันว่านานระยะกี่ปี ปกติหญิงสาวคนหนึ่งชายหนุ่มจะต้องซื้อหรือให้เงินค่าสินสอดไม่ต่ำกว่า 5,000 บาทขึ้นไป บางคน 15,000, 20,000 บาท หรือมากกว่านี้ก็มี ข้อนิยมของการแต่งงานเขานิยมให้บุตรชายแต่งงานกับหญิงสาวที่เป็นบุตรสาวของน้องสาวหรือพี่สาวของพ่อหรือให้บุตรสาวแต่งงานกับบุตรสาวของญาติพี่น้องกันนี้ ลีซอเรียกว่าเป็น "ลูเปียว" หรือเป็นแฟนกันตั้งแต่แรกเกิดมาทีเดียว ถ้าแต่งงานกันความสัมพันธ์ฉันท์ญาติพี่น้องจะใกล้ชิดกระชับกันแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าทุกคนที่อยู่ในสถานะดังกล่าวจะต้องแต่งงานกัน การแต่งงานย่อมขึ้นอยู่กับความพอใจของชายหนุ่มหญิงสาวเป็นอันดับแรก หากเขาไม่ชอบไม่รักกันไปรักคนอื่นจะแต่งงานกับคนอื่นก็เป็นเรื่องที่เขามีอิสระห้ามไม่ได้ โดยปกติฝ่ายหญิงก่อนตกลงปลงใจมักจะถามมารดาผู้บังเกิดเกล้า ส่วนฝ่ายชายก็จะถามบิดาของตนว่าพอใจหรือไม่ถ้าจะแต่งงานกับคนนั้นคนนี้ ถ้าพอใจก็ตกลงแต่งงานกันถ้าไม่พอใจก็จะไม่แต่ง โดยมากฝ่ายหญิงนั้นเชื่อมารดา ส่วนฝ่ายชายนั้นไม่แน่นัก หากไม่มีบิดามารดาก็อาจถามความพอใจจากญาติที่อาวุโส ซึ่งให้ความเคารพนับถือ เมื่อแต่งงานกันแล้วหากทัศนะความคิดไม่ตรงกันก็หย่าร้างกันได้ ถ้าฝ่ายชายขอหย่าเงินค่าสินสอดเรียกคืนไม่ได้ แต่ถ้าฝ่ายหญิงขอหย่าพ่อแม่ฝ่ายหญิงต้องคืนเงินค่าสินสอดให้ฝ่ายชาย ชายลีซอบางคนมีภรรยา 2 คน โดยบางครั้งทิ้งภรรยาคนแรกแล้วหนีไปมีนใหม่ แต่บางคนก็มีภรรยาน้อยโดยเปิดเผย ไม่ได้อยู่ในบ้านเดียวกัน แต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ซึ่งทั้งนี้เขาจะต้องเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดี มีเงินที่จะซื้อภรรยาใหม่ได้ และจะต้องได้รับความยินยอมจากภรรยาคนแรกด้วย ทราบข้าวเป็นที่เล่าลือกันโดยลีซอเล่าให้ฟังว่า มีชายหนุ่มลีซอคนหนึ่ง อายุประมาณ 40 ปีเศษ อยู่ในท้องที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ มีภรรยาถึง 7 คน ทุกคนยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้อยู่ในบ้านเดียวกัน ต่างคนต่างอยู่ แต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ภรรยาคนที่ 7 อายุยังไม่ถึง 20 ปี การแต่งงานโดยทั่วไปนิยมแต่งานในเผ่าเดียวกัน มีอยู่บ้างที่แต่งงานข้ามเผ่าเช่น แต่งงานกับมูเซอ และอีก้อ ซึ่งเป็นเผ่าที่อยู่ในกลุ่มภาษาเดียวกัน นอกจากนี้ก็มีหญิงลีซอแต่งงานกับจีนฮ่อหรือกับคนไทย มีหญิงลีซอคนหนึ่งแต่งงานกับกะเหรี่ยง ซึ่งลีซอมีความคิดเห็นว่า เป็นเรื่องแปลก แต่ปัจจุบันลีซอแต่งงานกับแม้วและเย้าก็มี เศรษฐกิจ เศรษฐกิจของชาวเขาเผ่านี้ขึ้นอยู่กับอาชีพทางการเกษตรเป็นหลัก มีการปลูกข้าว ข้าวโพด ฝิ่น พืชผักและการเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ก็มีอุตสาหกรรมในครัวเรือนเป็นอาชีพรอง เช่นการทอผ้า การเย็บปักลายผ้า การทำเครื่องประดับด้วยโลหะเงิน การต้มสุรา มีอยู่บ้างที่มีอาชีพรับจ้างเป็นครั้งคราว ข้าว ปลูกไว้สำหรับบริโภคในครัวเรือน บางหมู่บ้านปลูกข้าวไม่ได้ผลดี ทางราชการได้แก้ปัญหาร่วมกับหน่วยงานเอกชนโดยการจัดตั้งธนาคารข้างต้น ข้าวโพด ปลูกไว้สำหรับเลี้ยงสัตว์ อาทิ หมู และไก่ บางแห่งปลูกไว้สำหรับขายเป็นเงินสดหรือพืชเศรษฐกิจ เช่น หมู่บ้านลีซอในจังหวัดเพชรบูรณ์ และกำแพงเพชร ซึ่งเป็นที่พืชทำรายได้อย่างดีแก่ชาวเขาในหมู่บ้าน ฝิ่น ปลูกไว้สำหรับขาย ปัจจุบันนี้ปริมาณของพื้นที่ที่ปลูกฝิ่นได้ลดลงมาก เนื่องจากทางราชการได้เข้มงวดกวดขันในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันได้พยายามหาพืชอย่างอื่นที่เหมาะสมมาส่งเสริมให้ชาวเขาปลูกแทน บางแห่งปลูกฝิ่นไม่ได้เนื่องจากอากาศร้อนเกินไป เช่น ลีซอบ้านปางไม้แดง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ลีซอบ้านคลองลาน กิ่งอำเภอคลองลาน จังหวัดกำแพงเพชร เขาได้ปลูกพืชอย่างอื่นแทน พืชผัก ปลูกไว้ในไร่ข้าว ข้าวโพด และไร่ฝิ่น โดยปลูกควบคู่กันไปด้วย พืชผักที่ปลูก เช่น ฟัก ถั่วชนิดต่าง ๆ เผือก มัน ผักกาด ฯลฯ เขาปลูกไว้สำหรับใช้บริโภคในครัวเรือน การเลี้ยงสัตว์ ลีซอมักจะเลี้ยงหมูและไก่ ไว้ใช้ในพิธีกรรมบูชาผีและเป็นอาหารเลี้ยง และเลี้ยงม้าและ ฬ่อ ไว้บรรทุกสิ่งของ บางครัวเรือนเลี้ยงวัวไว้สำหรับขายเป็นสินค้า อุตสาหกรรมในครัวเรือน ในบางหมู่บ้าน เราจะพบเห็นผู้หญิงลีซอบางคนทอผ้า เย็บปักลายผ้าสำหรับไว้ใช้เอง และสำหรับขายเป็นสินค้า การทำเครื่องประดับโลหะเงิน การตีเหล็กทำขึ้นไว้ใช้เอง และบางคนมีฝีมือดีก็รับจ้างยึดอาชีพด้านนี้เป็นประจำก็มี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจของลีซอยังขึ้นอยู่กับการเกษตร การปลูกข้าว ข้าวโพ และพืชผักชนิดต่าง ๆ ซึ่งหน่วยงานของรัฐและองค์กรเอกชนได้เข้าไปส่งเสริมแทนการปลูกฝิ่น ได้แก่พืชผักเมืองหนาว เช่น ผักกาด กะหล่ำปลีสีม่วง ถั่วแขก ถั่วลันเตา มันฝรั่ง มะเขือเทศ ท้อ สาลี่ และมีบางแห่งปลูกข้าวบาร์เล่ย์เพื่อส่งขายให้บริษัท พืชที่ลีซอหามาปลูกเอง ได้แก่ขิง ซึ่งบางปีราคาดี กิโลกรัมละ 10 บาท ขึ้นไป แต่บางปีราคาตกเหลือกิโลกรัมละ 3-4 บาทเท่านั้น ระบบความเชื่อถือ ลีซอยังคงนับถือผีอยู่เป็นส่วนใหญ่ มีอยู่บ้างที่หันมานับถือศาสนาพุทธและศาสนาคริสต์ การนับถือผียังคงพบเห็นในหมู่บ้านโดยทั่วไป มีผีประจำหมู่บ้าน ผีบ้าน ผีเรือน ผีหลวง ผีป่า ผีน้ำหรือผีลำห้วย ผีต่าง ๆ อาจแบ่งออกเป็นผีดีและผีร้าย ผีดีเป็นผีที่ให้คุณแก่พวกเขา เช่น ผีประจำหมู่บ้าน ผีบรรพบุรุษ ผีบ้านผีเรือน ส่วนผีร้ายได้แก่ผีป่า ผีคนตายไม่ดี เช่น ถูกยิงตาย หรือถูกฟ้าผ่าตาย ในหมู่บ้านจะมีหมอเมือง เปรียบเสมือนผู้นำทางศาสนาเป็นผู้ทำพิธีบูชาผีประจำหมู่บ้าน จะมีวันศีลทุก ๆ 15 วัน ต่อครั้ง ซึ้งเขาจะหยุดทำงานกันทั้งหมดบ้าน ห้ามใช้มีดหรือของมีคมทุกชนิด แต่การล่าสัตว์ในป่าบางหมู่บ้านไม่มีข้อห้าม นอกจากหมอเมืองก็มีหมอผีเป็นผู้กระทำตนเป็นสื่อกลางระหว่างผีกับคน โดยเฉพาะเมื่อเกิดความเจ็บป่วยโดยไม่ทราบสาเหตุ ลีซอจะเชื่อกันว่าถูกผีกระทำ เขาจะให้หมอผีมาเข้าทรงเชิญวิญญาณมาสิงในร่างของหมอผี ถามเหตุแห่งความเจ็บป่วย และหมอผีจะเป็นผู้รักษาคนเจ็บป่วย ผลการรักษาก็มีหายบ้างไม่หายบ้าง แต่ปัจจุบันลีซอหันมานิยมการใช้ยาตำราหลวง หรือถ้าเจ็บป่วยหนักก็มักจะเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลกันมาก หมอเมือง และหมอผีไม่มีการสืบสายต่อไปยังบุตรหลาน หมอเมืองเป็นได้โดยการใช้ไม้คว่ำหงายเสี่ยงทายเอา ผู้หญิงเป็นไม่ได้ อย่างไรก็ตาม บุตรชายของหมอผีมักจะเป็นหมอผีด้วย การปกครอง ลีซอไม่มีหัวหน้าเผ่าไม่มีผู้นำสูงสุด ได้สอบถามลีซอบางคนเล่าว่าในอดีตที่มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศจีนเขามีหัยหน้าสูงสุด เป็นถึงชั้นที่เทียบเท่ากษัตริย์ เป็นผู้บัญชาการในการสู้รบ และเคยยกทัพไปสู้รบกับชนเผ่าอื่นหลายครั้ง การปกครองของลีซอในระดับหมู่บ้านที่อยู่ในประเทศไทยในอดีตที่ผ่านมา อาจเรียกได้ว่าเป็นการปกครองแบบอนาธิปไตย คือทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันไม่มีใครใหญ่หรือเหนือกว่าใคร ผู้ใหญ่บ้านหรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านที่ได้รับการแต่งตั้งขึ้นจากทางราชการดูเหมือนจะไม่มีอำนาจอะไรมากนัก เนื่องจากลีซอมีความรู้สึกนึกคิดว่า "ใหญ่" เท่ากัน มีลีซอบางคนกล่าวว่าทุกคนเกิดมาแล้วเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ "หัวเข่าเท่ากัน" ความหมายคือไม่มีใครเป็นใหญ่กว่ากัน การปกครองของลีซอด้วยกันจึงเป็นที่ค่อนข้างยาก แต่เขาก็มีสภาคนเฒ่าคนแก่หรือสภาอาวุโส ประกอบด้วยผู้อาวุโสของแต่ละแซ่สกลุในหมู่บ้านรวมตัวขึ้นอย่างหลวม ๆ เป็นผู้ที่ได้รับการเคารพนับถือและการยอมรับจากสมาชิกในหมู่บ้าน ทำหน้าที่ดูแลปกครองรักษาความสงบเรียบร้อย ติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทางราชการ ตัดสินคดีและหรือดำเนินการกิจกรรมใด ๆ ที่เป็นประเพณีหรือสร้างสรรค์สิ่งสาธารณประโยชน์ในหมู่บ้านของตนเอง เจ้าหน้าที่ของทางราชการหรือผู้ที่มีความรู้ความสามารถและมีความประพฤติดี จะเป็นคนไทยหรือลีซอก็ดีเมื่ออยู่ประจำในบ้านลีซอมักจะได้รับการยกย่องเคารพนับถือ และเป็นเสมือนสมาชิกคนหนึ่งของสภาผู้เฒ่าผู้แก่ด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่ที่ว่า หากเขาได้ประพฤติปฏิบัติตนจนเป็นที่ยอมรับของชาวเขาเผ่าลีซอ |
|
WWW.watsrisoda.com ลิขสิทธิ์ © 2003 [วัดศรีโสดา] สงวนลิขสิทธิ์ ปรับปรุงแก้ไข: 05/01/48 |