![]() |
|
กะเหรี่ยง|แม้ว|เย้า|มูเซอ|ลีซอ|อีก้อ|ลัวะ|ถิ่น|ขมุ|ผีตองเหลือง|ปะดอง|ปะหล่อง|12 ชนเผ่า|วัดศรีโสดา|โครงการพระธรรมจาริก| |
|
|
|
ประวัติความเป็นมา คำว่า "มูเซอ" เป็นคำภาษาไทยใหญ่ ซึ่งคนไทยเรานำมาใช้เรียกชาวเขาเผ่าหนึ่งซึ่งเรียกตนเองว่า "ล่าหู่" มูเซอในความหมายของคนไทย หมายถึงมูเซอดำ (ล่าหู่นะ) มูเซอแดง (ล่าหู่ฌี) และมูเซอกุ้ย หรือมูเซอเหลือง (ล่าหู่ฌี) ถิ่นกำเนิดของมูเซอ อยู่ใกล้เขตแดนประเทศธิเบตแล้วจึงอพยพเคลื่อนย้ายไปทางตอนใต้ของยูนนาน ภายหลังพวกมูเซอมีความเกียวพันกับกลุ่มชนเชื้อชาติโลโล ซึ่งก็มาจากธิเบตและอพยพไปอยู่ทางใต้ของประเทศจีน จะเห็นได้ว่ามีลักษณะบาสิ่งบางอย่างที่คล้ายกับพวกลีซอและอีก้อ ภาษาพูดของมูเซอจัดอยู่ในตระกูลจีน - ธิเบตมีลักษณะเป็นภาษาคำโดด ไม่มีเสียงพยัญชนะสะกด แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มภาษา "ล่าหู่นะ" (มูเซอดำ) และกลุ่มภาษา "ล่าหู่ฌี" (มูเซอเหลือง) และในการติดต่อสื่อสารระหว่างมูเซอกลุ่มต่าง ๆ รวมทั้งอีก้อ ลีซอ จีนฮ่อ พวกนี้มักจะใช้ภาษาถิ่น "มูเซอดำ" (ล่าหู่นะ) เป็นภาษากลาง การแบ่งกลุ่ม มูเซอแบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม กลุ่มใหญ่ 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือมูเซอดำและมูเซอแดง กลุ่มเล็ก 2 กลุ่มหลังคือ มูเซอฌี หรือมูเซอกุยและมูเซอเฌเล การแบ่งเป็น 4 กลุ่มย่อยเช่นนี้ เป็นการแบ่งแต่เพียงคร่าว ๆ ตามความแตกต่างเพียงผิวเผินในเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา และการแต่งกาย แต่ในทางภาษาศาสตร์แล้ว ภาษามูเซอดำ มูเซอแดง และมูเซอเฌเล ใช้พูดติดต่อกันได้ ยกเว้นภาษามูเซอกุยเท่านั้นที่ใช้พูดติดต่อกับมูเซอกลุ่มอื่นไม่ได้ มูเซอดำ เรียกตนเองว่า "ละหู่นะ" อาจกล่าวได้ว่าพวกนี้เป็นมูเซอดั้งเดิมที่อพยพมาจากทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมาร์และยูนนาน มูเซอแดง น่าจะถือได้ว่าเป็นสาขาที่แตกต่างจากมูเซอดำ พวกนี้เรียกตนเองว่า "ล่ะหู่ณีย่า" ที่เรียกว่ามูเซอแดงนั้นมีความหมาย 2 ประการ คือหมายถึงแถบสีแดงผืนผ้าของผู้หญิง หรืออาจหมายถึงพรานป่าก็ได้ มูเซอ หรือมูเซอเหลืองซึ่งคนไทยและไทยใหญ่เรียกว่า มูเซอกุย พวกนี้เป็นมูเซอที่มาจากทางใต้แบ่งเป็นกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่มคือ มูเซอชีนะตอ มูเซอซีอะดออะกา ทั้ง 2 กลุ่มนี้อยู่ทางใต้ของยูนนาน อีก 2 กลุ่มคือ มูเซอชีบาหลาและมูเซอชีบาเกียว อาศัยอยู่ในรัฐเชียงตุง รัฐฉาน ในเมียนมาร์และในประเทศไทย มูเซอเฌเล เรียกตนเองว่า "นะเหมี่ยว" มาแต่ครั้งที่ยังตั้งหลักแหล่งอยู่ในยูนนาน และเพิ่งมาเรียกตนเองว่า มูเซอเฌเล ก็เมื่ออพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย คนไทยเรียกพวกนี้ว่า มูเซอดำ โดยดูจากลักษณะการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าชุดสีดำ มูเซอเฌเลในประเทศไทยมี 3 กลุ่มคือ มูเซอพะคอ มูเซอนะมือ และมูเซอมะเหลาะ (มะลอ) จำนวนประชากร ประชากรมูเซอในประเทศไทย จากการรวบรวมของสถาบันวิจัยชาวเขา มีจำนวน 418 หมู่บ้าน 14,729 หลังคาเรือน ประชากร 84,414 คน คิดเป็นร้อยละ 11.21 ของประชากรชาวเขาในประเทศไทย อาศัยอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ จำนวน 7 จังหวัดดังนี้ เชียงใหม่ เชียงราย กำแพงเพชร แม่ฮ่องสอน ตาก ลำปาง และเพชรบูรณ์ การตั้งหมู่บ้าน ในอดีตหมู่บ้านมูเซอดำกับหมู่บ้านมูเซอแดง ในประเทศไทยมักจะตั้งอยู่ในระดับสูงกว่า 4,000 ฟุตขึ้นไป ส่วนหมู่บ้านมูเซอเฌเลอยู่ในระดับ 3,500 ฟุต เป็นส่วนใหญ่ หมู่บ้านมูเซอกุยอยู่ในระดับต่ำสุดในจำนวนพวกมูเซอด้วยกัน แต่ปัจจุบันมีหมู่บ้านมูเซอที่อยู่ตำกว่าระดับดังกล่าวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากได้มีการอพยพเคลื่อนย้ายไปตั้งหมู่บ้านแห่งใหม่ที่มีที่ดินดีกว่าเดิม พวกนี้จะเลือกตั้งหมู่บ้านในบริเวณที่มีดินอุดมสมบูรณ์ มีแหล่งน้ำอยู่ใกล้ป่า ส่วนบริเวณที่ใช้เพาะปลูกทำกินนั้นมักจะถางป่าให้ห่างหมู่บ้านออกไป พวกมูเซอเฌเลนั้นตั้งหมู่บ้านอยู่ใกล้แหล่งน้ำมากที่สุด ปัจจุบันมีการอพยพมาตั้งหมู่บ้านใกล้พื้นราบมากขึ้น เนื่องจากมีปัญหาพื้นที่ทำกินและจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมากระบบทางสังคม สถาบันครอบครัว โครงสร้างทางสังคมของมูเซอ ประกอบด้วยหน่วยเบื้องต้น 2 หน่วยคือครอบครัวและหมู่บ้าน ครอบครัวนี้ยึดถือแบบผัวเดียวเมียเดียว แต่บางครั้งถ้าครอบครัวมีขนาดเล็ก เพราะมีสามาชิกน้อยเกินไปไม่อาจทรงตัวทางเศรษฐกิจหรือประกอบพิธีทางศาสนาได้ตามลำพัง ก็อาจจะไปอยู่ร่วมกับครอบครัวอื่นที่เกี่ยวดองเป็นญาติกันได้ ส่วนในระดับหมู่บ้านนั้น หมู่บ้านมูเซอมีลักษณะทางสังคมที่ผูกพันกันอย่างหลวม ๆ แต่ละครัวเรือนมีอิสระมาก สามารถแยกตัวออกจาหมู่บ้านได้ทุกเวลา ยกเว้นกรณีที่ยังที่มีพันธะเรื่องการแต่งงานหรือเรื่องหนี้สินที่มีต่อเพื่อนบ้านระบบเครือญาติ มูเซอมีการสืบตระกูลทางฝ่ายแม่ ตัวอย่างที่สนับสนุนความคิดเช่นนี้ได้แก่ การที่เด็ก ๆ ตั้งแต่เกิดมาก็อาศัยอยู่ในครอบครัวของฝ่ายแม่จนกระทั่งแต่งงาน (ถ้าไม่ยอมลงไปสร้างบ้านเรือนใหม่) ผู้ชายแต่งงานแล้วก็ต้องออกจากบ้านไปอยู่บ้านภรรยา แต่เป็นที่สังเกตว่าผู้ชายมูเซอเฌเล เมื่อแต่งงานแล้วและอาศัยอยู่กับครอบครัวของภรรยา ตามประเพณีแล้วมักจะหาเหตุขัดแย้งกับพ่อแม่ทางฝ่ายหญิงหรือฝ่ายภรรยาอยู่บ่อย ๆ เพื่อยกตัวไปสร้างบ้านเรือนใหม่ โดยเขาจะสร้างบ้านและจัดหาพื้นที่ในการสร้างบ้านเอง เมื่อมีการประกอบพิธีกรรมก็มักจะเข้าร่วมกับญาติทางฝ่ายสามี และไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับญาติทางฝ่ายภรรยาเท่าใดนัก ฝ่ายสามีจะเป็นผู้สืบสกุลแทนเมื่อบิดามารดาของตนเสียชีวิต มูเซอมีชื่อที่ใช้เรียกกันเพียงชื่อแรกชื่อเดียว ไม่มีแซ่หรือนามสกุล สำหรับผู้ที่มีนามสกุลนั้น มีใช้อยู่เพราะว่ามีผู้เข้าไปตั้งให้ มีคติของมูเซอกล่าวไว้ว่า "มูเซอทุกคนจะต้องช่วยเหลือผู้อื่นที่ต้องการความช่วยเหลือเพราะเป็นญาติพี่น้องกัน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่" จึงทำให้ดูเหมือนว่าทั้งหมู่บ้านเป็นญาติพี่น้องกันหมด แม้จะเป็นญาติใกล้ชิดที่มิได้ร่วมบิดามารดาเดียวกัน ก็นับถือเป็นญาติทั้งสิ้น ลักษณะความสัมพันธ์ทางเครือญาติเช่นนี้ ก่อให้เกิดความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่เสมอ แนวความคิดเรื่องการนับญาติเช่นนี้ยิ่งทำให้ระบบเครือญาติขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ จากการนับถือญาติภายในครอบครัวเรื่อยไปจนถึงลูกพี่ลูกน้องทั้งจากฝ่ายพ่อและฝ่ายแม่ ลูกของลูก ลูกของลูกพี่ลูกน้อง ตลอดขึ้นไปจนถึงนับญาติในช่วยอายุที่นับลงถึงลูกหลานในอนาคตอีกชั่วอายุหนึ่งลงมา โดยนัยนี้ บางครั้งก็เป็นปัญหาสำหรับบางครัวเรือนต้องแยกย้ายตัวออกไปจากหมู่บ้าน เพราะความที่มีญาติที่ต้องคอยให้ความช่วยเหลืออยู่มากจนไม่อาจแบกภาระการช่วยเหลือญาติที่ยากจนได้ตลอดไป ระบบความเชื่อ ความเชื่อถือของมูเซอ เป็นทั้งแบบที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว และในเวลาเดียวกันก็มีความเชื่อในเรื่องผีสางเทวดาด้วย เขาเชื่อว่ามีพระเจ้าองค์หนึ่งผู้ทรงสร้างโลกและมนุษย์ขึ้น ความเชื่อเช่นนี้สอดคล้องกับแนวทางหรือปรัชญาความคิดของคริสต์ศาสนาเป็นผลให้การเผยแพร่ศาสนาคริสต์ในชนเผ่านี้เป็นไปได้ง่ายพระเจ้าผู้สร้างโลกของมูเซอที่นับถือเป็นพระบิดามีพระนามว่า "กื่อซอ" มูเซอได้สร้างวัดอุทิศให้พระองค์ในทุกหมู่บ้าน เขามีความเชื่อว่าพระเจ้าของพวกเขาเป็นผู้สร้างความดีทั้งมวล อย่างไรก็ดีนอกเหนือจากพระเจ้าแล้วยังเชื่อถือในภูตผีวิญญาณอันได้แก่ ผีเรือน ผีประจำหมู่บ้าน ผีป่า ผีดอย ผีพายุ ผีฟ้า เป็นต้น พิธีกรรมสำคัญ พิธีกรรมฉลองปีใหม่ (เขาะจาเลอ) มีขึ้นในเดือนมกราคมรวม 14 วัน โดยมูเซอจะพากันตำข้าวปุกและเปลี่ยนกัน ผู้หญิงผู้ชายจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าประจำเผ่าชุดใหม่อย่างสวยงาม ไปเต้นรำที่ลานเต้นรำอย่างสนุกสนาน ทุกคนกินอาหารร่วมกัน รดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ และในช่วงนี้ถือเป็นช่วงแห่งวันบุญวันแห่งความดี จึงห้ามสมาชิกในหมู่บ้านทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามโดยเด็ดขาด เพราะถือเป็นการลบหลู่เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์
การปกครอง ผู้นำหมู่บ้าน หมู่บ้านมูเซอ มีรูปแบบการปกครองเป็นอิสระ หัวหน้าหมู่บ้าน (คะแซป่า) เป็นผู้มีอำนาจสิทธิขาดในการปกครอง บางหมู่บ้าน นอกจากปกครองเพียงหมู่บ้านตนเองแล้ว ยังปกครองหมู่บ้านอื่นอีกด้วย ในหมู่บ้านมูเซอมักจะมีผู้นำอยู่ด้วยกัน 3 ฝ่ายคือ หัวหน้าหมู่บ้าน ผู้นำทางความเชื่อ และผู้อาวุโสที่มีอิทธิพลในหมู่บ้าน หัวหน้าหมู่บ้าน มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองดูแลลูกบ้านในด้านความสงบสุข ความปลอดภัย ชักจูงให้สมาชิกของหมู่บ้านร่วมปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ให้ปฏิบัติตามหลักหรือกฎระเบียบจารีต ให้เป็นไปตามประเพณีนิยมของหมู่บ้าน มีผู้ช่วยหัวหน้าหมู่บ้านทำหน้าที่แทนหัวหน้าหมู่บ้านในช่วงเวลาที่หัวหน้าหมู่บ้านไม่อยู่ หรืออยู่แต่ไม่สามารถปฏิบัติงานในหน้าที่ได้ ผู้นำทางความเชื่อ แบ่งออกได้เป็น 2 ฝ่าย คือ ผู้นำทางฝ่ายพิธีกรรม (ปูจารหรือแก่ลู) และฝ่ายหมอผี (นี่ตีซอ) ปู่จารเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องพิธีกรรมทางความเชื่อถือ การติดต่อกับเทพเจ้ากื่อซา ดูแลสถานที่ประกอบพิธีกรรมเต้นรำบวงสรวงเทพเจ้า เป็นผู้ที่มีความประพฤติดีทั้งกาย วาจา ใจ เป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุคคลอื่น ๆ บางหมู่บ้านหรือบางกลุ่มมีตำแหน่งปู่จอง หรือตูโบ ซึ่งเป็นตำแหน่งสูงสุดของหมู่บ้าน ซึ่งอาจจะมีผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอีก 3 คน คือ สล่า ละซอและอาจา (สล่าเป็นผู้ช่วยตูโบ ละซอผู้ดูแลวัด อาจาเป็นผู้ดูแลการทำพิธีให้ถูกต้อง) หมอผี เป็นผู้ทำหน้าที่ติดต่อกับภูตผีวิญญาณต่าง ๆ ซึ่งอาจมีความรู้ความสามารถด้านคาถาอาคมในการขับไล่ภูตผีปีศาจ ความรู้เหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ หรือเรียนรู้มาจากผู้รู้จนได้รับการยอมรับจากสมาชิกในหมู่บ้าน ผู้อาวุโสที่มีอิทธิพล เป็นกลุ่มผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีในหมู่บ้าน หรือเป็นญาติผู้ใหญ่ของทั้งหัวหน้าหมู่บ้านและผู้นำด้านความเชื่อถือ เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากสมาชิกในหมู่บ้านและเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพยำเกรง เป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจแก่สมาชิกในหมู่บ้านและเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพยำเกรง เป็นที่พึ่งทางเศรษฐกิจแก่สมาชิกโดยทั่วไป อาจเป็นผู้ที่มีความรู้ในด้านการรักษาพยาบาล โดยทางไสยศาสตร์ หรือผาแผนโบราณหรือสมุนไพรก็ได้ นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่งคือ ช่างตีเหล็ก (จ่าลี) อาจมี 1 หรือ 2 คนประจำอยู่ในหมู่บ้าน มีหน้าที่ตีมีดหรืออุปกรณ์ที่ใช้ทางการเกษตร เช่น เสียม จอบ ให้กับสมาชิกในหมู่บ้าน ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ทุกคนต้องให้ความเคารพนับถือเช่นกันลักษณะการปกครอง ชาวมูเซอไม่มีภาษาเขียน จึงไม่มีกฎหมายเป็นลายลักษณ์อักษร เมื่อมีข้อพิพาท ทุกรณีจึงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งจะยึดถือตามแนวทางจารีตประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา เมื่อมีข้อร้องเรียน ผู้ใหญ่บ้านจะเรียกประชุมหัวหน้าครอบครัวทุกคนเพื่อชี้แจงและตัดสินชี้ขาด ถ้าหากผลการตัดสินเกิดความขัดแข้งขึ้นอีก ก็จะให้ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านแสดงความคิดเห็น หากยังตกลงกันไม่ได้ต้องไปปรึกษาผู้ใหญ่บ้านพื้นราบมาช่วย อย่างไรก็ดีผู้ใหญ่บ้านมีอำนาจหน้าที่ที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายอย่างอิสระ ถ้ามีเรื่องละเมิดเกิดขึ้นแล้ว ผู้กระทำผิดนะมีโทษเพียงถูกปรับเป็นเงินตามอัตราที่ตกลงกันไว้ แต่ถ้าเป็นการกระทำผิดขึ้นรุนแรงแล้ว ผู้กระทำผิดอาจได้รับโทษโดยการไล่ออกจากหมู่บ้าน ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของผู้ใหญ่บ้าน บางทีก็ไปคาบเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของพ่อครูหรือ ปู่จาร การตัดสินใจบางเรื่องจำเป็นต้องอาศัยการตีความทางเวทย์มนต์จากปู่จาร และปู่จารก็มีอำนาจในการคัดค้านการตัดสินใจจองผู้ใหญ่บ้านได้ในบางกรณี ปู่จารได้รับการยกย่องให้เป็นผู้แทนพรเจ้าหรือตูโบ ปู่จารนี้ก็ย่อมมีอำนาจาทางการเมืองเหนือผู้ใหญ่บ้านด้วย และเป็นไปได้ที่บางหมู่บ้านปู่จารและผู้ใหญ่บ้านจะเป็นคน ๆ เดียวกัน อย่างไรก็ตาม ไม่เคยปรากฏว่ามีการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างปู่จารกับผู้ใหญ่บ้าน ข้อห้ามบางประการที่ควรรู้ในเรื่องพิธีกรรม ในขณะที่มีพิธีกรรมปีใหม่ (เขาะเจาะเลอ) ห้ามนำสิ่งเหล่านี้เข้ามาในหมู่บ้าน
และในขณะที่มีพิธีกรรมกินข้าวใหม่ ห้ามทะเลาะเบาะแว้และห้ามฟ้องร้องกัน ส่วนขณะที่การประกอบ พิธีกรรมทำบุญเรียกขวัญ (ปู่ตีเว จู่จือเลอ) ควรพูดแต่ในสิ่งที่ดีงาม ห้ามแสดงกริยามารยาทลบหลู่ดูหมิ่นสิ่งที่เคารพเชื่อถือ และผู้คนที่อยู่ในพิธีกรรม ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงควรระมัดระวังในสิ่งเหล่านี้ ในเรื่องเกี่ยวกับเพศ ชาวมูเซอยึดถือเรื่องผัวเดียวเมียเดียวอย่างเคร่งครัด และมีอิสระในการหาคู่ครองและเกี้ยวพาราสี มีข้อที่ควรระมัดระวัง ดังนี้
ระบบเศรษฐกิจ เศรษฐกิจมูเซอขึ้นอยู่กับการเกษตรแบบทำไร่เป็นหลัก และมีการเลี้ยงสัตว์ล่าสัตว์หาของป่า พืชหลักของชาวมูเซอได้แก่ ข้าวและข้าวโพด ในอดีตมูเซอปลูกฝิ่นกันแทบทุกหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันเลิกปลูกฝิ่นกันหมดแล้ว และหันมาปลูกพืชทดแทนฝิ่นตามโครงการต่าง ๆ ที่ทางราชการและองค์กรเอกชนเข้าไปส่งเสริม มีการปลูกพืชผักชนิดต่าง ๆ สำหรับขาย เช่น มะเขือเทศ มันฝรั่ง ถั่วแดง ถั่วลันเตา ผักกาดหอม ผักสลัด ผลไม้ได้แก่ เสาวรส ท้อ เป็นต้น การเลี้ยงสัตว์และการล่าสัตว์ นอกจากปลูกพืชหลักแล้ว มูเซอยังเลี้ยงสัตว์ด้วย ที่นิยมเลี้ยงได้แก่หมู และไก่ ซึ่งส่วนใหญ่เลี้ยงไว้เพื่อประกอบพิธีกรรมเซ่นไหว้ผีและเพื่อการบริโภค นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงม้า วัว ควาย สำหรับใช้งานและขายเป็นสินค้า มูเซอไม่นิยมทำคอกสัตว์ ใช้วิธีเลี้ยงปล่อยให้สัตว์หากินเองตามชายป่า จึงมักสูญหายอยู่เสมอ การล่าสัตว์ เพื่อเป็นอาหาร เนื้อสัตว์ป่าที่ล่ามาได้บางครั้งก็เอาไปตากแห้งขายได้บ้าง วิธีการล่าสัตว์ใช้วิธีต่างคนต่างไป หรือไล่เหล่าคือไปกันเป็นหมู่ เป็นที่ยอมรับกันว่ามูเซอเป็นนายพรานที่มีความชำนาญมาก อาวุธที่ใช้แต่เดิมใช้หน้าไม้ และปืนแก๊ป เดี๋ยวนี้ใช้ปืนลูกซองเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสัตว์ป่าหายากขึ้นทุกที และเขาก็ทราบดีว่า การล่าสัตว์ป่าเป็นการกระทำผิดกฎหมาย จึงไม่ค่อยมีการล่าสัตว์ป่ากันอีกแล้ว ยกเว้นกรณีมีหมูป่ามากินข้าวโพด หรือมีนกมากินข้าวในไร่ที่ข้าวกำลังจะแก่ เจ้าของก็ต้องไล่ล่าสัตว์ดังกล่าวมิให้มาทำลายพืชผลของเขา |
|
WW.watsrisoda.com ลิขสิทธิ์ © 2003 [วัดศรีโสดา] สงวนลิขสิทธิ์ ปรับปรุงแก้ไข: 05/01/48 |