|
|
|
กะเหรี่ยง|แม้ว|เย้า|มูเซอ|ลีซอ|อีก้อ|ลัวะ|ถิ่น|ขมุ|ผีตองเหลือง|ปะดอง|ปะหล่อง|12 ชนเผ่า|วัดศรีโสดา|โครงการพระธรรมจาริก| |
|
|
|
ประวัติความเป็นมา ถิ่นจัดอยู่ในสาขามอญ-เขมร ซึ่งอยู่ในกลุ่มภาษาออสโตรเอเชียติค มี 2 กลุ่มย่อยคือ ถิ่นคมาล หรือ มาล และถิ่นคลำไปร๊ต์หรือไปร๊ต์ ถิ่นทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีความแตกต่างกันในภาษาพูดและขนบธรรมเนียมประเพณีส่วนการตั้งถิ่นฐานและการแต่งกายเหมือนกัน ๆ ถิ่นอพยพเข้ามาในประเทศไทยเมื่อ 60-80 ปีมานี้ โดยอพยพมาจากแขวงไชยบุรีประเทศลาว เข้าสู่ประเทศไทยทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดน่าน ถิ่นในประเทศไทยมี 143 หมู่บ้าน 7,634 หลังคาเรือน ประชากร 40,309 คนคิดเป็นร้อยละ 5.35 ของจำนวนประชากรชาวเขาทั้งหมดในประเทศโดยอาศัยอยู่ในจังหวัดน่าน เพชรบูรณ์ และเลย ลักษณะการตั้งถิ่นฐาน ถิ่นมักตั้งบ้านเรือนอยู่บนภูเขาที่มีความสูปงประมาณ 1,000-1,300 เมตร เหนือจากระดับน้ำทะเล ลักษณะหมู่บ้านจะตั้งอยู่ในพื้นที่ราบบนภูเขา ซึ่งไม่ห่างแหล่งน้ำใช้อุปโภคมากนัก โดยจะรวมกันเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มหนึ่งโดยเฉลี่ยประมาณ 50 ครอบครัวต่อหมู่บ้าน ในแต่ละหมู่บ้านจะมีการกระจายเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยยึดวงศ์ญาติเป็นหลัก กลุ่มย่อยหนึ่ง ๆ จะเป็นคนในตระกูลเดียวกัน ลักษณะเช่นนี้ อาจเกิดจากสภาพการทำมาหากินและพื้นที่สิ่งแวดล้อมเป็นหลัก
ลักษณะบ้านของถิ่นจะเป็นบ้านยกพื้นสูง พื้นและข้างฝาทำด้วยไม้ไผ่ หลังคา กระเดื่องสำหรับตำข้าวตั้งอยู่ และใช้เก็บฟืนและสิ่งของต่าง ๆ ด้วย ตัวบ้านไม่มีหน้าต่าง มีประตูเข้าบ้าน 2 ประตู หน้าบ้านจะมีระเบียบหรือนอกชานที่ใหญ่ ระเบียงหน้านี้จะมีชายคายื่นลงมาปกคลุม ส่วนใต้ถุนบ้านจะเป็นคอกสัตว์ ระบบทางสังคม ลักษณะครอบครัว ในบ้านหลังหนึ่ง ๆ อาจประกอบด้วยครอบครัวเดี่ยวหรือครอบครัวขยายซึ่งเกิดจากลูกสาวที่แต่งงานนำสามีเข้ามาอยู่ในบ้านด้วย ยิ่งมีบุตรสาวหลายคนก็มีหลายครอบครัว โดยครอบครัวของพี่สาวคนโต สามารถแยกไปตั้งบ้านใหม่ได้ ส่วนครอบครัวของบุตรสาวคนเล็ก จะต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ตลอดไป ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ถิ่นอยากได้บุตรสาวมากกว่าบุตรชาย ซึ่งเมื่อแต่งงานแล้วต้องไปอยู่บ้านภรรยา ทำให้ครอบครัวขาดแรงงาน การสืบสกุล สืบทอดสกุลฝ่ายมารดาเนื่องจากมีการนับถือผีบรรพบุรุษของฝ่ายมารดา ผู้ชายที่แต่งงานแล้วต้องตัดขาดจากผีเดิมมานับถือผีของฝ่ายภรรยา และเมื่อมีบุตรก็นับถือผีฝ่ายมารดาเช่นกัน ดังนั้นในหมู่บ้านถิ่นหนึ่ง ๆ จะมีตระกูล 2-3 ตระกูล ๆ หนึ่งก็มี 3-5 หลัง ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกันและผู้ที่นับถือผีเดียวกันจะมีอยู่เฉพาะภายในหมู่บ้านเท่านั้น ส่วนการใช้นามสกุลของถิ่นนั้นไม่สามารถบอกลักษณะความเป็นพี่น้องกันได้ เพราะในหมู่บ้านหนึ่งจะมีเพียง 1 นามสกุลเท่านั้น ส่วนนามสกุลนอกเหนือจากนี้แสดงถึงการอพยพเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านภายหลัง แต่ความเป็นเครือญาตินั้นต้องดูจากการนับถือผีของแต่ละคน การแต่งงาน จะมีขึ้นหลังจากที่ฝ่ายชายและหญิงได้ตกลงแต่งงานกัน ทั้งสองฝ่ายจะกำหนดวันแต่งงานซึ่งจะเป็นวันใดก็ได้ แต่ต้องไม่ตรงกับวันกรรมของทั้งสองฝ่าย หรือของหมู่บ้าน ในวันแต่งงานจะกระทำที่บ้านฝ่ายหญิง มีการเลี้ยงผีและให้พรของผู้อาวุโส และเลี้ยงเพื่อนบ้านที่มาช่วยงานเป็นเสร็จพิธี หลังจากนั้นฝ่ายชายก็มาอยู่บ้านฝ่ายหญิง ในการแต่งงานจะแต่งงานกับคนในหมู่บ้านเดียวกันมากกว่าคนจากหมู่บ้านอื่นซึ่งเป็นคนในกลุ่มย่อยเดียวกันด้วย ถิ่นไม่นิยมได้เสียก่อนแต่งงาน ซึ่งเป็นที่รังเกียจองคนในหมู่บ้านแล้วจะต้องมีการเลี้ยงผีบรรพบุรุษและถูกปรับไหม นอกจากนี้ผู้ชายจะมีภรรยาได้เพียงคนเดียว ถึงแม้ว่าจะมีฐานะดีก็มีภรรยาหลายคนไม่ได้ นอกจากต้องหย่าขาดจากภรรยาคนเดิมเสียก่อนจึงทำให้การหย่าร้างของคู่แต่งงานเกิดขึ้นเสมอ โดยเฉพาะสามีภรรยาที่อยู่บ้านแม่ภรรยา และมีครอบครัวพี่หรือน้องสาวอยู่ด้วยและในการหย่าร้างต้องได้รับการอนุญาตจากผู้อาวุโสก่อนการปกครอง การปกครองของถิ่น อาจแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ
การปกครองอย่างเป็นทางการ เกิดจากทางราชการเข้าไปดำเนินการจัดตั้ง กรรมการหมู่บ้าน โดยวิธีให้สมาชิกในหมู่บ้านลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือแต่งตั้งโดยทางอำเภอ ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยทำหน้าที่เป็นสื่อกลางติดต่อระหว่างชาวบ้านกับทางราชการ เป็นผู้มีอำนาจในการพิจารณาและตัดสินคดีความเล็ก ๆ น้อย ๆ รักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน เป็นผู้นำการพัฒนาด้านต่าง ๆ รวมถึงการประสานงานขอความช่วยเหลือสนับสนุนจากหน่วยราชการให้เข้ามาช่วยเหลือหรือพัฒนาหมู่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้าน มีผู้ใหญ่บ้านเป็นประธาน มีคณะกรรมการประกอบด้วยสมาชิกหมู่บ้าน 7-10 คน ทำหน้าที่รับผิดชอบด้านต่าง ๆ ซึ่งแบ่งออกเป็นฝ่าย ๆ เช่น ด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย การศึกษา สาธารณสุข พัฒนาอาชีพ วัฒนธรรมและประเพณี ฯลฯ รูปแบบการปกครองของทางราชการ มักจะประกอบด้วยบุคคลที่อ่านออกเขียนภาษาไทยได้ อยู่ในวัยหนุ่มสาวหรือวัยกลางคน สมาชิกในหมู่บ้านแต่ละแห่ง อาจจะไม่ยอมรับนับถือผู้นำที่ได้รับแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเท่าไรนัก อาจเป็นเพราะไม่ใช่ญาติอาวุโสที่ต้องเคารพนับถือมาก่อน หรือมองไปว่า บุคลิกลักษณะนิสัยไม่น่านับถือ อย่างไรก็ตาม ก็ไม่มีใครขัดขวางหรือขัดแย้งรุนแรง เพราะทราบดีว่าเป็นตำแหน่งของทางราชการที่ได้แต่งตั้งจากฝ่ายปกครองของบ้านเมือง การปกครองตามจารีตประเพณี เป็นการปกครองแบบดั้งเดิมของถิ่นหมู่บ้านแต่ละแห่งจะใช้ "ฮีต" เป็นตัวกำหนด และได้สืบทอดต่อ ๆ กันมาจากบรรพบุรุษของเขา จารีตแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ- จารีตของหมู่บ้าน จารีตของหมู่บ้าน ได้รับการเรียนรู้และถ่ายทอดจากบิดามารดาต่อไปยังบุตรหลาน เป็นข้อห้ามส่วนรวม ที่กระทำผิดแล้วจะมีผลทำให้สมาชิกส่วนรวมของหมู่บ้านได้รับความเดือดร้อน เช่น มีการหามสิ่งของเข้ามาในหมู่บ้านในวันกรรม จะทำคนในหมู่บ้านเกิดเจ็บป่วย การทำกิจกรรมในไร่ก่อนเรือนเก้า ของถิ่นจะทำให้ผู้คนร่วมกันว่า การกระทำทีผิดจารีตประเพณี ผู้กระทำจะตั้งถูกลงโทษอย่างไร เช่น ต้องถูกปรับเป็นหมูหรือไก่ 1 ตัว หรือสุรา 1 ขวด และวิธีแกไขจะต้องมีพิธีกรรมอย่างไร จารีตของตระกูล ถิ่นแต่ละตระกูลจะมีจารีตในตระกูลของตนเอง ความผิดส่วนตัวที่เกิดขึ้นในตระกูล ของตนเอง เช่นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือความผิดเกี่ยวกับการทะเลาะเบาะแว้งกัน ผู้อาวุโสในตระกูลนั้นจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินชี้ขาดส่วนการปรับสินไหม หมอผีจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะปรับเป็นเงิน สุรา หมู ไก่ หรืออย่างอื่น จารีตประเพณียังคงยึดถือกันในสังคมของถิ่น การกระทำผิดจารีตก็เสมือนการกระทำผิดผี ทำให้ผีบรรพบุรุษไม่พอใจ และทำให้เจ็บป่วยได้ ความเชื่อถือ ถิ่น ส่วนใหญ่มีความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์หรือสิ่งที่มองไม่เห็นตัวคือ ผี ซึ่งสามารถให้คุณให้โทษแก่พวกเขาได้ ถ้าหากทำผิดจารีตประเพณีต่างๆ ที่บรรพบุรุษเคยกำหนดไว้ นอกจากนี้ การเจ็บไข้ได้ป่วย พวกเขาก็เชื่อว่าเกิดจากการกระทำของผี การรักษาจึงมักจะทำด้วยการเลี้ยงผีเป็นส่วนใหญ่ ผีที่สำคัญของถิ่นมี 4 ชนิดคือ
สิงสถิตอยู่ แต่ละปี ต้องมีการเลี้ยงผีเพื่อคุ้มครองให้หมู่บ้านพ้นภัยพิบัติต่างๆ เมื่อฝนแล้งทำมาหากินไม่ได้ผลดี อาจจะมาบนผีเจ้าที่ให้ช่วย เมื่อผ่านพ้นวิกฤตดังกล่าว เขาก็จะต้องมาแก้บนด้วยการเลี้ยงผีอีก ระบบเศรษฐกิจ ในการทำมาหากินในชีวิตประจำวันของถิ่นนั้น ผลิตเพื่อการยังชีพไปวัน ๆ หนึ่ง การเพาะปลูกจึงเป็นอาชีพที่สำคัญ โดยเฉพาะการปลูกข้าวไร่เพื่อให้พอกินตลอดปี จึงทำให้ถิ่นต้องมีพิธีเลี้ยงผีหลายครั้ง เพื่อให้ผลผลิตมากพอกิน ส่วนการผลิตเพื่อนำเงินสดนั้น ถิ่นจะหาได้จากการล่าสัตว์ หรือขายสัตว์เลี้ยง การรับจ้างและการหาของป่าไปขาย นอกจากข้าวไร่ที่ปลูกกันทุกหมู่บ้านแล้ว มีบางหมู่บ้านเริ่มทำนาดำบ้าง ส่วนพืชอื่น ๆ นั้น มีข้าวโพด ข้างฟ่าง และพืชผักต่างๆ บางหมู่บ้านมีการเก็บเกี่ยวชาป่าทำเมี่ยงเพื่อขายต่อไป และบางหมู่บ้านแถบตำบลบ่อเกลือเหนือ และบ่อเกลือใต้ มีการทำเกลือเพื่อขายให้คนในหมู่บ้านใกล้เคียงอีกด้วย ถิ่นมีความสามารถเฉพาะเผ่าของตนอีกอย่างหนึ่งคือ การจักสานเสื่อหญ้าสามเหลี่ยม โดยจะนำหญ้าสามเหลี่ยมมาสานผสมกับใบตองจึงทำให้มีลวดลายที่สวยงาม สัตว์เลี้ยงที่นิยมเลี้ยงมี ไก่ หมู เพื่อใช้ประกอบพิธีกรรม และยังสามารถขายลูกหมูเป็นรายได้อีกด้วย สุนัขเลี้ยงไว้เฝ้าบ้าน และช่วยในการล่าสัตว์ วัว ควาย เลี้ยงไว้เพื่อขายแก่คนพื้นราบ หรือเพื่อให้เช่าไปทำการไถนา ข้อห้ามและข้อปฏิบัติบางประการ เมื่อเข้าไปในหมู่บ้านถิ่น จะสื่อสารกันได้ง่าย เนื่องจากถิ่นส่วนใหญ่จะพูดภาษาไทยพื้นเมืองทางภาคเหนือได้ การแต่งกายทั้งชายและหญิงในปัจจุบันแต่งกายแบบคนไทย แม้ว่าจะมีเครื่องแต่งกายประจำเผ่าของตน แต่ก็หาดูได้ยาก เพราะไม่นิยมสวมใส่กัน สำหรับเรื่องการเข้าพักในบ้านเรือนของถิ่น แขกที่จะพักค้างคืน ต้องนอนนอกชาน เข้าไปนอนในบ้านไม่ได้ ขณะที่ทำขวัญ ซึ่งทำภายในบ้าน คนแปลกหน้าห้ามเข้าไปโดยเด็ดขาด ถ้าหากไม่รู้จักเขา อย่านำอาหารไปทำเองในครัวของเขา การขึ้นบ้านใหม่ ต้องหาผู้ชายชื่อแก้วเป็นผู้ถือข้าว ผู้หญิงชื่อคำเป็นผู้ถือหม้อนึ่งข้าว ขึ้นไปบนบ้านก่อนแล้วเจ้าของบ้านจึงเดินตามขึ้นไป ห้ามใส่รองเท้าเข้าไปในบ้าน หากใส่เข้าไป ถือว่าผิดผี เจ้าของบ้านจะปรับสุรา 1 ขวด หรือไก่ 1 ตัว ขณะรับประทานอาหาร ถ้ายังไม่อิ่ม ห้ามลุกไป ถ้าลุกออกจากวงอาหาร เจ้าของบ้านจะเก็บสำรับทันที ถิ่นนิยมดื่มเหล้าขาวและเหล้าอุ เหล้าอุนิยมใช้ในการต้อนรับแขก |
|
WWW.watsrisoda.com |